Home Blog Page 60

*ที่เที่ยว:Trip ไทย-ลาว (กรุงเทพฯ-อุดร-เวียงจันทร์-หนองคาย-นครพนม) 1st

2

และแล้วก็มาถึงครับ trip 1ใน 2 ที่อยู่ในแผนมาค่อนปี ที่บอกว่า 1ใน2 ก็เพราะจะมีtrip ไทย-ลาวอีกครั้งเร็วๆนี้ หนหน้านั้นจะตะลุยกันไปให้ถึงหลวงพระบางที่มีคนไทยไม่น้อยไปกันมาแล้ว  ไว้กลับมาเมื่อไหร่จะเล่าให้ฟังอีกทีนะครับ เอาล่ะกลับมาหนนี้กันก่อนหมาดๆเลย
สำหรับ trip นี้ ผมวางกันไว้หลายแผนมากกว่าจะมาลงตัวที่ กรุงเทพฯ-อุดรธานี-เวียงจันทร์-หนองคาย-นครพนม-กรุงเทพฯ เพราะเวลาที่มีไม่เยอะนัก คือ 23-26 ตค และเป้าหมายคือของ trip คือต้องไปทำธุระที่นครพนมอันเป็นจุดหมายปลายทาง ก่อนจะขับยาวรวดเดียวถึงกรุงเทพฯ ที่นครพนมอาจจะไม่แวะเที่ยวเพราะไปทำธุระเท่านั้นจริงๆ อาจจะมีแวะเล็กๆน้อยๆตามเวลาจะอำนวยอีกที
เดี๋ยวเล่าเสร็จจะแยกภาพเป็น เฉพาะ แกลลอรี่ แต่ล่ะที่ไว้อีกทีแล้วกันนะครับเพราะถ่ายรูปมาเยอะมากที่เดียวเกือบ 800 รูป ให้คุ้มกับเพราะพึ่งถอยเมมมาใหม่ เลยอัดเต็มทีเลย
Day 1:Start โคราช-อุดรธานี
ผมเลือกเดินทางแต่เช้ามากกว่าจะออกกลางคืนเพราะเราขับรถกันไปเองและไม่อยากเพลียมากนัก ออกจากบ้าน 7.30 ผมเริ่มตามภาพแล้วกันนะครับ อ่านกันไปดูไปเพลินๆครับ

นาข่าบุรี รีสอร์ท websiteที่พักสำหรับคืนแรก ครับ อ่านรีวิวที่พักได้ที่นี่ครับ
รวมภาพวัวๆที่ outlet village น่ารักดีครับ

*แล้ว ….. ก็วนกลับมา

0

วันนี้ลูกน้องมา present งาน และสรุปงาน มีจุดหนึ่งที่เราสะอึกมาก เพราะระหว่างที่ present นั้น เรามักจะต้องถามคำว่า “แล้ว” หรือ “แล้วไงต่อ” จริง ๆ แล้วคำ คำ นี้ เป็นประโยคฮิตตลอดกาลของนายเราคนหนึ่ง (ถึงแม้แต่ก่อนจะไม่ค่อยรัก แต่เดี๋ยวนี้ รัก love สุด ๆ) ซึ่งแต่ก่อน เรามักจะบ่นกับเพื่อนที่มีประสบการณ์เดียวกัน ว่า “จะถามทำไม ถ้ารู้แล้วจะมาบอกเหรอ”  แล้วเราก็มักจะ mouth แกตลอดเวลา พอมาวันนี้ เรากลายมาเป็นหัวหน้า แล้วดันพูดคำที่แกเคยพูด กะลูกน้อง มันก็เลยสะอึก แต่ไม่ซีเรียสนะ แค่รู้สึกขำ ๆ และคิดว่า “เออ เดี๋ยวลูกน้องเรามันต้องไปสุมหัวกัน แล้ว mouth เรา เหมือนที่เราเคยทำแน่เลย” (555555555)

*Book Fair ตอนที่ 1

0

สัปดาห์หนังสือเริ่มไปแล้ว วันก่อนได้ไปเดินมา คนเยอะเหมือนเดิม Booth ก็เดิม ๆ แต่ที่เปลี่ยนไปคือ หนังสือ ที่เรียกว่ามีหลายแบบมาก แต่ก่อนเราจำได้ว่าเรื่องสั้น pocket book ส่วนใหญ่มักจะเป็น ตัวหนังสือ พรืด ๆๆๆๆๆๆ แล้วก็ต้องจินตนาการเอาเอง แต่เดี๋ยวนี้ทันสมัยไปอีกระดับ อาจจะเป็นเพราะเข้าถึงผู้บริโภคที่เวลาน้อย เลยมีการวาดภาพประกอบเล็ก ๆ น้อย ๆ พอเป็นน้ำจิ้ม ให้คนได้ใช้เวลาจินตนาการได้เร็วขึ้น (หรือเพราะสมองเราช้าลงในการจินตนาการก็ไม่รู้เหมือนกัน) แต่สำหรับเรา เราว่าก็ดีเหมือนกันนะ เพราะบางเรื่อง มีภาพแล้วขำดี ทำให้เพลินจากการที่เหนื่อยแสนเหนื่อย มีอีกแนวที่เราเห็น คือเป็น Pocket book ที่เค้ารวบรวมจาก blog ของคนที่ได้รับความนิยม ไม่ว่าจะเป็น exteen หรือ bloggang อันนี้ก็ไอเดียดีเหมือนกัน รู้จักใช้สื่ออินเตอร์เน็ทสร้างคนสร้างอาชีพ ต่อไปคงได้รวบรวมทำเป็นหนังแน่เลย 

วันนี้เดินไม่ทั่วเลย กะว่าจะไปอีก แล้วจะมาเล่าให้ฟังนะจ๊ะ

*medley เที่ยวๆกินๆรอบกรุง 1

0

ไม่ได้มาupเสียหลายวันให้ฝั่งแม่นางเค้า up ซะ เลยซัดไป 3 เรื่องเลยครับไหนๆแล้ว วันนี้ขอเล่าแบบmedleyเลยแล้วกันครับว่า3 อาทิตย์ที่ผ่านมาำไปเที่ยวไหนมามั่งเริ่มกันเลย
28/9/2551เที่ยวสบายๆค่อนวันก็เที่ยวได้ นนทบุรี-นครปฐม
เบื่อๆกรุงเทพและอยากหาที่กินไรใหม่ๆด้วยจึงเข้าเว็บหาข้อมูล จึงเกิดtripนี้ขึ้น สนใจก็มาดูกัน

เริ่มกันที่ออกจากบ้านก็เที่ยงแล้วครับ เส้นทางวันนี้ที่จะไปคือ นนทบุรีก่อนจะไปก็ต้องหาไรใส่ท้อง ซักหน่อย นึกอยากกินก๋วยเตี๋ยวอร่อยๆที่ยังไม่เคยกิน search ดูจากเว็บเห็นมีคนแนะนำร้านนี้พอสมควร เลยไปซะเลยครับ เป้าหมายที่จะไปคือร้านก๋วยเตี๋ยวต้มยำสูตรมะนาว ครับ ร้านนี้ไม่ไกลจากแถวๆบ้านเท่าไหร่ ข้อมูลร้านผมเจอในนี้ใครจะไปเชิญนะครับ
สั่งกันเลยไล่ตั้งแต่ ก๋วยเตี๋ยว ไปข้าวซี่โครงหมู  ยำหนังปลาแซลมอล เขี้ยวกรุ๊ปๆ อร่อยๆรสจัดจ้านถูกใจคนชอบรสเปรี้ยวๆครับและ
จบกันที่น้ำแข็งใสเย็นๆชื่นใจครับ

ไปต่อกันเลยครับอิ่มแล้วก็เที่ยวกันต่อเป้าหมายต่อไปที่นี้เลย วัดบรมราชากาญจนาภิเษกอนุสรณ์ ตั้งใจจะไปไหว้พระกันนานแล้วครับ เพื่อให้เข้ากับเทศกาล วัดนี้สวยงามมากครับไปดูกัน [slideshow=5]

เดี่ยวต่อภาคสองครับจะพาไปดูข้างในกัน

*เอาน้ำอะไรดีคร้าบ

3

วันนี้ไปกินเจที่ตลาดสวนหลวง ตื่นตาตื่นใจกับร้านขายอาหารเจมากมาย เดินรอบหนึ่งเพื่อจะดูว่าจะนั่งร้านไหนดี เพราะดูน่ากินทุกร้าน แต่คนเยอะมาก เดินเข้าร้านหนึ่งก็เต็ม วนออกไปเข้าอีกร้านก็แย่งกันจ้าละหวั่น และด้วยความขี้เกียจกับการเล่นเก้าอี้ดนตรีของแต่ละร้าน เลยตัดสินใจจบที่ ร้านคั่วไก่ (ซะงั้น) เลยไม่ได้กินเจอย่างที่ต้องการ

พอนั่งลง สั่งทุกอย่างเรียบร้อย มีเด็กเข็นรถเข้ามาขายน้ำ ปากก็โพทนา ถามเราว่า “เอาน้ำอะไรดีคร้าบ มีน้ำตาลสด น้ำกระเจี๊ยบ” และอะไรก็ไม่รู้ จำไม่ได้ เพราะพูดเร็วเหลือเกิน บังเอิญว่ารถเข็นที่น้องเข็นมา มันเป็นเหมือนถังแช่ของเย็น ๆ (ไม่รู้ว่าเค้าเรียกว่าอะไร) สีน้ำเงินทึบ ๆ เราก็เลยถามกลับว่าขวดละเท่าไหร่ น้องตอบมาเลย “พี่จะเอาน้ำอะไรดีหละครับ” เราก็งง แต่ก็คิดว่า…….สงสัยน้ำคนละประเภท ราคาเลยต่างกัน พอถาม น้องมันดันตอบมาเป็น 1 คำตอบ แต่ 3 ครั้ง คือ “30 บาท ครับ” แควนเราเลยสวนกลับทันที “อ้าว แล้วทำไมต้องถามหละว่าเอาน้ำอะไรดี ในเมื่อมันราคาเดียวกันหมด” น้องมันก็หัวเราะ “แฮะ ๆๆๆ” จริง ๆ แล้วที่เด็ดไม่ได้อยู่ทีคำตอบของราคา แต่พอเราบอกว่า “ขอดูขวดหน่อยสิ จะได้รู้ว่าซื้อดีไหม เกิดขวดมันเล็ก ราคา 30 บาทมันไม่คุ้ม พี่คงซื้อไม่ไหวง่ะ” น้องมันก็อึกอัก ๆๆๆ พูดวกไปวนมาแค่ประโยคเดียวว่า “พี่จะเอาน้ำอะไรหละคร้าบ” เราต้องจี้จนมันยอมเอาขวดน้ำออกจากถังแช่มาให้ดู

ขวดมันเล็กมากเลยอ่ะ น่าจะใหญ่กว่า splash นิดหนึ่ง เราเลยต่อรอง 20 ได้ไหม เจ้าเด็กน้อยหัวใส ก็ยืนยัน เอา 30 จนแควนเราต้องโพล่งออกมาว่า “ขายของต้องซื่อสัตย์หน่อยนะ (ประมาณว่าอย่าโก่งราคาขาย)” เท่านั้นแหละ น้องก็หน้าเจื่อน เราก็สงสาร แต่ก็ยืนยันกะน้องต่อว่า 20 บาทขาดตัว น้องมันก็โอเค สุดท้ายเราก็ซื้อน้ำตาลสดมากินในราคา 20 บาท (ขวดเล็กกว่าที่เราเคยซื้อมา)

มันเป็นอะไรที่แปลกเนอะ คนขายของสมัยนี้ ตอนแรกเรามองว่าเด็กตัวแค่เนี้ยมาขาย ดูขยันดี น่าอุดหนุน แต่พอเจออย่างนี้ก็อึ้ง ๆ ไม่รู้ว่าจะคิดว่า เด็กสมัยนี้มันหัวการค้า หรือฉลาดแกมโกงกันแน่

*โรแมนซ์ไหม ไปดูที่ชื่อกัน

1

ตัวอักษรภาษาอังกฤษตัวแรกของชื่อคุณคือตัวอะไร ลองมาดูซิว่าตัวอักษรตัวนั้นมันสามารถที่จะบ่งบอกดีกรีความโรแมนติกของคุณไว้แค่ไหน

A > คุณเป็นคนที่ไม่ค่อยจะโรแมนติกสักเท่าไหร่ เปิดเผยและจะแสดงออกทางการกระทำเสียมากกว่า เพราะอย่างนั้นคุณจึงไม่ค่อยจะมีความอดทนในการจีบใครสักเท่าไหร่  ถ้าลองได้ติดตาต้องใจแล้วล่ะก็คุณจะต้องพยายามเป็นเจ้าของให้ได้ เรียกว่าลักษณะของคุณจะค่อนไปทางนักธุรกิจเสียมาก ที่สำคัญคุณชอบมองคนที่รูปร่างภายนอกมากกว่าตัวตนจริง ๆ ของคนนั้น

B > คุณเป็นนักโรแมนติคมืออาชีพเลยล่ะ คุณชอบที่จะใช้แสดงความรักกันสองต่อสอง และเวลาคุณได้รับของขวัญจากคนที่คุณรัก ดูคุณจะมีความสุขมากกว่าใครเพื่อน คุณชอบให้คนอื่นตามใจพอๆ กับการเอาใจคนอื่น ส่วนสถานที่ที่คุณชอบไปมักจะเป็นงานสังสรรค์ งานเลี้ยง อะไรทำนองนั้น

C > สำหรับคุณแล้วสังคมมีความสำคัญต่อคุณเป็นอย่างมาก ชอบเข้าสังคม คุณชอบที่จะสานสัมพันธ์ใกล้ชิดกับผู้อื่น และต้องการให้สังคมยอมรับตัวคุณ ดังนั้นคุณเลยต้องทำตัวให้ดูดีเสมอ แต่สำหรับคนรักแล้วคุณมองเขาเหมือนเพื่อน ความโรแมนติกเลยน้อยไปนิดนึง

D > เมื่อคุณคิดว่าคุณพบคนที่ใช่ คุณก็ไม่รีรอที่จะเดินตรงเข้าไปถามหาความรักจากเขา คุณจริงจังกับทั้งความรักและทุกสิ่งทุกอย่าง และออกจะหวงแหนในสิ่งที่คุณมี ชนิดที่ว่าห้ามคนอื่นแตะต้องเลยทีเดียว นั่นอาจจะเป็นเพราะคุณถูกเลี้ยงมาอย่างตามใจก็เป็นได้

E > เพราะคุณเป็นคนชอบพูดคุย ดังนั้นใครคนนั้นของคุณจึงต้องเป็นผู้ฟังที่ดีและก็ต้องฉลาดด้วยนะ คุณต้องการคนที่สามารถเป็นได้ทั้งเพื่อนและคนรักได้ภายในคน ๆ เดียวกัน น่าแปลกที่คุณเกลียดความยุ่งยากวุ่นวาย แต่คุณกลับสนุกกับการทะเลาะโต้เถียง คุณชอบที่จะจีบไปทั่ว เพราะคุณคิดว่ามันเป็นสิ่งที่ท้าทายสำหรับคุณ แต่ถ้าคุณตกลงปลงใจไปกับใครแล้ว คุณก็จะซื่อสัตย์ต่อคนๆ นั้นนานเท่านาน

F > คุณเป็นคนโรแมนติกมาก ช่างเพ้อช่างฝัน ถ้าคุณรักใครก็จะเทิดทูนคนนั้นอย่างสุดจิตสุดใจ คุณพยายามที่จะค้นหาสิ่งที่ดีที่สุดให้แก่ตัวเอง จึงชอบเฟิร์ทกับคนอื่นไปทั่ว โดยภายนอกคุณดูเป็นคนที่ชอบแสดงออก ดูเจ้าชู้ ติดหรูนิดๆ แต่รักใครแล้วรักจริง ไม่มีทิ้งให้ผิดหวัง

G > คุณเป็นคนจู้จี้จุกจิก พิถีพิถันกับการค้นหาสิ่งดีๆให้ทั้งกับตัวเองและคนรักของคุณ คุณชอบให้คู่รักของคุณเป็นคนที่ฉลาดทัดเทียมหรือเก่งกว่าคุณเลยก็ได้ เพราะมันทำให้คุณรู้สึกว่าคุณได้สิ่งที่ดีๆ มาครอง คุณให้ความสำคัญกับหน้าที่การงานมากกว่าความรักเสีย แถมคุณยังค่อนข้างขี้อายที่จะแสดงความรักต่อคู่ของคุณอีก ดีกรีความโรแมนติกของคุณจึงน้อยไปนิดนะ

H > คุณชอบคนรักที่สามารถเสริมสร้างชื่อเสียงให้คุณได้ ถ้าคุณมีข้อตกลงหรือข้อผูกมัดกับใครแล้วคุณก็จะทุ่มเทกับคนๆ นั้น ของขวัญที่คุณมอบให้กับคู่รักเรียกได้ว่าเป็นการลงทุนอย่างหนึ่ง
โดยที่ปกติแล้วคุณเป็นคนมัธยัสถ์ และใจเย็นคนหนึ่ง

I > ยอมรับเถอะว่าคุณเป็นคนค่อนข้างใช้จ่ายเงินคล่องมือจนเรียกได้ว่าฟุ่มเฟือยอยู่สักหน่อย คุณต้องการได้รับความรัก การยดย่อง และเทิดทูนจากคนรัก คุณจะค้นหาคนรักที่ฉลาดพอที่จะรู้ว่าคุณกำลังคิด หรือทำอะไรอยู่ เพราะนอกจากคุณจะเป็นคนชอบทดลองทำอะไรใหม่ๆ แล้ว คุณยังชอบทำอะไรตามใจตัวเอง และจู้จี้อีกตะหาก

J > พลังงานที่เต็มเปี่ยมเป็นสิ่งพิเศษที่คุณมีติดตัวมาตั้งแต่เกิด คุณสามารถจะจินตนาการถึงสิ่งโรแมนติกต่างๆ ตลอดเวลา หัวใจคุณจะล่องลอยไปไม่มีหยุดพัก จนคุณเองจะต้องเป็นฝ่ายที่เรียกมันกลับมา ความห่างไกลของระยะทางไม่ได้เป็นอุปสรรคต่อความรักของคุณแม้แต่น้อย คุณเป็นคนช่างเพ้อฝัน และเชื่อมั่นในความรัก

K > คุณเป็นคนค่อนข้างลึกลับ ไม่ค่อยเข้าไปสุงสิงกับใคร และขี้อาย แต่จริงๆ แล้วคุณเป็นคนเซ็กซี่มากเลยล่ะ แต่คุณก็ไม่ค่อยให้ใครเห็นหรอก คุณเป็นคนฉลาด อ่านเกมออกได้อย่างทะลุปรุโปร่ง พร้อมกันนั้นคุณก็เป็นคนใจเย็นและมีความอดทนที่จะรอใครสักคนที่ถูกบัญชามาจากเบื้องบนเพื่อคุณโดยเฉพาะ

L > แม้ในยามปกติคุณออกจะดูเฉยๆ แต่เมื่อไหร่ที่คุณตกอยู่ในห้วงแห่งความรักแล้ว คุณก็จะโรแมนติกเอามากๆ เลย การที่ได้มีคนรักอยู่เคียงข้าง เป็นสิ่งสำคัญมากในชีวิตคุณ คุณชอบที่จะแสดงความรักต่อคนรักของคุณ และต้องการความรัก ความอบอุ่น การเอาอกเอาใจและการยกย่องตอบกลับจากคนรักของคุณตลอดเวลา

M > ลักษณะสำคัญของคุณคือความอ่อนไหว เมื่อคุณเริ่มมีความสัมพันธ์กับใครสักคน คุณจะทุ่มเทกับมันมากเลย ไม่มีอะไรสามารถหยุดคุณได้ คุณชอบที่จะลองทุกสิ่งทุกอย่าง และแสดงตัวเป็นพ่อพระ (แม่พระ) กับคู่ของคุณ

N > ลักษณะภายนอกของคุณดูเป็นคนอ่อนโย ขี้อาย ถ่อมตัว ไม่อวดดี แต่คุณคงรู้ดีอยู่แก่ใจว่านั่นเป็นเพียงรูปลักษณ์ภายนอก ความจริงแล้วคุณเป็นคนอยากได้ อยากดี ชอบวิพากษ์วิจารณ์คนรักของคุณ และพยายามค้นหาคนที่ดีที่สุดเพื่อตัวคุณเอง เรียกว่าตั้งสเปกไว้สูง ซึ่งมันยากมากที่จะเจอคนที่ตรงสเปกคุณจริงๆ แต่ก็แปลกที่คุณไม่ค่อยกล้าแสดงความรักของคุณออกมาให้เขารู้

O > คุณเป็นคนลึกลับและไม่กล้าที่จะทำตามความต้องการของตัวเอง คุณพยายามที่จะค้นหาสิ่งต่างๆ ที่สามารถเสริมบารมีคุณได้ และคนๆ นั้นต้องเป็นมีเสน่ห์และมีความเมตตาอีกต่างหาก
ดังนั้นคุณจึงมีแนวโน้มที่จะครองโสดนานหน่อย

P > สาว (หนุ่ม) สังคม คือตัวตนของคุณ ดังนั้นหน้าตาของคุณจึงเป็นสิ่งสำคัญมาก คุณจะไม่ยอมทำอะไรที่มีผลทางลบต่อชื่อเสียงของตัวเอง ดังนั้นคนที่คุณมองก็จะต้องเป็นคนที่มีลักษณะภายนอกดูดีก่อนเป็นอันดับแรก และความฉลาดต้องตามมาเป็นอันดับสอง คุณชอบที่จะเฟิร์ทไปทั่วและชอบที่จะทำตามใจตัวเอง

Q > คุณเปี่ยมไปด้วยพลังงานในร่างกาย พร้อมที่จะทำให้อะไรๆ ตื่นเต้นให้ตัวเองตลอดเวลา เป็นคนที่กระตือรือร้นและน่าดึงดูดใจคนนึงเลยล่ะ คุณชอบความโรแมนติก ประเภทดอกไม้ สายลม แสงแดด และชอบพูดคุยกับคนรอบข้าง

R > คุณเป็นคนที่มีสาระ ชอบทำอะไรด้วยตัวเอง คนที่คุณชอบต้องเป็นคนฉลาดเท่าทันคุณหรือเหนือกว่า คุณชอบที่จะใช้สมองมากกว่าที่จะลงมือทำด้วยตัวเอง รูปลักษณ์ภายนอกเป็นสิ่งที่ดึงดูดใจคุณได้มาก โดยส่วนตัวแล้วคุณเป็นคนเซ็กซี่แต่ไม่มีวันที่จะแสดงออกมาให้คนอื่นเห็นหรอก

S > คุณมักจะเครียดกับเรื่องธุรกิจการงานของคุณ แต่การงานก็คือสิ่งบันเทิงใจสำหรับคุณนั่นแหละ คุณเป็นคนรอบคอบมากในเรื่องความรัก จะต้องคิดแล้วคิดอีกถึงจะปักใจรักใครสักคน
แต่ถ้าได้รักแล้วก็จะติดหนึบยิ่งกว่ากาวตราช้างเสียอีก

T > คุณเป็นคนอ่อนไหวและชอบเก็บตัว เวลาคุณอยู่ในห้วงแห่งความรัก คุณจะเป็นคนที่สุดโรแมนติก เพ้อฝัน และเปลี่ยนตัวเองไปอย่างสิ้นเชิง ซึ่งคุณก็มักจะตกหลุมรักได้ง่ายๆ คุณชอบคนที่สามารถเป็นผู้นำของคุณได้ แต่ถึงอย่างนั้นคุณก็ยังมีความเชื่อมั่นในความคิด และความรู้สึกของตัวเอง

U > คุณมีความกระตือรือร้น และเพ้อฝันมาก เวลาที่ความรักเข้าตา แต่ในยามที่คุณไม่ได้รักใคร คุณก็จะพยายามที่จะค้นหาใครก็ตามที่ให้คุณอ้อนได้ คุณมองความโรแมนติกเป็นสิ่งที่ท้าทาย ชอบการผจญภัย ความตื่นเต้น รักอิสระ คุณชอบเห็นคนรักมีความสุข ถึงแม้ว่าคุณจะต้องทนทุกข์ก็เถอะ

V > คุณเป็นคนสันโดษ ชอบอิสระ และความตื่นเต้น คุณจะรอให้รู้จักเขาดีก่อนที่คุณจะยอมผูกมัดตัวเอง คุณอยากจะรู้ทุกสิ่งทุกอย่างที่เขาคิด และเป็นแม้ว่าอายุของคุณกับเขาจะห่างกันแต่ก็ไม่ได้เป็นอุปสรรคแต่อย่างใด

W > คุณเป็นคนที่ภาคภูมิใจในความเป็นตัวของคุณเอง ไม่ยอมให้ใครมาชักนำความรักของคุณ นอกจากความคิดของตัวเองเท่านั้น บ่อยครั้งที่คุณจะตกหลุมรัก โดยไม่สนใจว่าเขาหรือเธอจะเป็นใครมาจากไหน คุณจะจริงจังกับความสัมพันธ์มาก ไม่มีอะไรและสิ่งใดเลิศเลอไปกว่าคู่รักของคุณอีกแล้ว

X > เพราะคุณเป็นคนขี้เบื่อ คุณจึงชอบสิ่งที่กระตุ้น เร้าอารมณ์คุณอยู่บ่อยๆ ความสามารถพิเศษของคุณคือสามารถจับปลาสองมือ และหลายตัวได้ในเวลาเดียวกัน คุณชอบที่จะปิดกั้นตัวเอง และชอบที่จะเป็นผู้นำ

Y > รักอิสระ คือบุคลิกเด่นของคุณ ถ้าคุณทำอะไรไม่ได้ด้วยวิธีของคุณ คุณก็จะไม่ใส่ใจมันอีกเลย แม้ว่าคุณจะชอบเป็นผู้นำ แต่ก็รับฟังความคิดเห็นของคนรอบข้างเสมอ แต่สำหรับเรื่องความสัมพันธ์กับคนรัก อาจจะไม่ค่อยหวานนะ เพราะคุณมักจะยอมทิ้งความสุขส่วนตัวเพื่อไปหาเงินเข้ากระเป๋าก่อน

Z > คุณเป็นคนโรแมนติกมากๆ ช่างเพ้อช่างฝัน และบางครั้งคุณก็เชื่อว่าความรักคือความเจ็บปวด คุณคิดว่าคุณเกิดมาเพื่อบูชาความรัก คุณห้ามตัวเองที่จะตกหลุมรักใครสักคนไม่ได้ และถ้าคุณมีความลับ คุณก็จะเก็บความลับนั้นไว้กับตัวอย่างเหนียวแน่น ไม่ยอมเผยให้คนอื่นรู้เป็นเด็ดขาด

panda
panda

*วิธีคิดแบบ แยกเงินเดือนเป็น 4 ส่วน

1
จั่วหัวมาแบบนี้ ใคร ๆ ก็ต้องคิดว่าเป็นเรื่องซีเรียส คล้าย ๆ พวกนักเศรษฐศาสตร์ ประมาณว่าควรแบ่งเงินเดือนตัวเองอย่างไร เพื่อให้ชีวิตดีขึ้น จริง ๆ แล้วไม่ใช่นะคะ อันนี้เป็นเคล็ดลับที่ไปอ่านเมล์ฉบับหนึ่ง เค้ามีวิธีคิดที่ช่วยให้เราทำงานไปอย่างมีความสุข หรือไม่ทุกข์มากขึ้น อาจจะน้องลงก็ได้ ลองมาอ่านกันดูนะคะ
คิดซะว่า…ถ้าได้เงินเดือนมา  ให้แยกเป็น 4 ส่วนเท่าๆกัน  และเงินแต่ละส่วน…บริษัทเขาจ้างให้เรามาทำงานตามแบบฉบับนี้
1. เงินเดือนส่วนแรก  เขาจ้างมาให้คุณรับฟังคำตำหนิ   ต่อว่า  ทนกับอารมณ์ของเจ้านาย
2. เงินเดือนส่วนที่สอง เขาจ้างมาให้คุณรับฟังคำตำหนิ ต่อว่า ความจุกจิก งี่เง่า ของลูกค้า
3. เงินเดือนส่วนที่สาม เขาจ้างมาให้คุณ รับฟังการติฉิน นินทา อิจฉา ริษยา  งี่เง่า กักขระ ของเพื่อนร่วมงานบางคน
4. เงินส่วนที่ 4 นี้เอง  ที่เป็นเงินเดือน ที่เขาจ้างมาทำงานในหน้าที่ที่คุณรับผิดชอบดังนั้น ถ้าเจอปัญหาเจ้านาย  ให้ลองคิดดูว่า 
ให้ลดเงินเดือนตัวเอง 25%  แล้วเจ้านายไม่บ่นว่า น่ะเอาไหม??
ให้ลดเงินเดือนตัวเอง 25% ให้เจอลูกค้าแสนดี น่ะเอาไหม??
ให้ลดเงินเดือนตัวเอง 25% ให้เจอแต่เพื่อนร่วมงานดีๆ น่ะเอาไหม??
ลดไปลดมา ได้ทุกอย่างดีหมด แต่เงินเหลืออยู่แค่ 25% ของเงินเดือนปัจจุบัน คุณเอาไหม??

 ลองใช้วิธีคิดแบบนี้นะครับ เผลอๆหลายคนอาจจะบอกว่า  ” อย่างนี้ให้เจ้านายด่าเพิ่มสองเท่า แล้วขึ้นเงินเดือนให้ฉัน 25% ก็เอานะ”” จิต” และ ความคิดคนเราเป็นเรื่องสำคัญนะคะ  อย่าปล่อยเวลาในชีวิตให้ความคิดของคุณเป็นลบ หรือคิดแต่ในแง่ร้าย ………เพราะความคิดของคุณ ก็เหมือนฟิล์มภาพยนตร์  เรื่องราวที่เกิดขึ้นในชีวิตคุณ คือ ภาพฉายที่ออกมาจากฟิล์ม หากคิดในแง่ร้าย คุณก็จะเจอแต่แง่ร้ายๆ  *** ฟิล์มเป็นอย่างไร…ภาพที่ฉายก็ออกมาก็เป็นแบบนั้น!!
คุณลองคิดดูว่า ถ้าคุณไปสัมภาษณ์งาน  แล้วคิดว่ายังงัยก็ไม่ได้ – แววหน้า สีหน้า ความกังวล และความมั่นใจ จะเกิดขึ้นทันที
เห็นไหมล้า ทุกอย่างเราคิดไปเอง ทุกอย่างเกิดจากความคิดของตัวเราเองทั้งนั้น เพราะอย่างนั้นเรามามองเรื่องแย่ๆ ร้ายๆ ให้เป็นแง่บวกกันดีกว่า
ขอกำลังใจให้กับคนทำงานในภาวะเศรษฐกิจแบบนี้ รวมทั้งตัวเองด้วย (ท่องไว้ ๆๆๆๆๆ)
panda
panda

*HK_Night Island

1

จริง ๆ แล้วไป พึ่งจะได้ไปฮ่องกง ครั้งแรกเมื่อปลายปีที่แล้ว ด้วยความฟลุ้คนิดหนึ่ง เราไปกับแม่ และเพราะแม่เป็นคนจีนอยู่แล้ว เราก็เลยได้ต้องเรียนรู้ประวัติศาสตร์จีน แบบพงศาวดาร ฉบับเล็กกับแม่ (ไปกันแค่ 2 คน หันไปก็เจอหน้าแม่ เลยต้องคุยกับแม่)เราสงสัยมาก ๆ ว่าทำไมคนจีนเค้าไม่หลับไม่นอนกัน เพราะตอนเราไป แหล่งช็อปปิ้งจะเปิดไฟสว่างจ้ากันแบบว่า ยิ่งดึกฉันก็จะยิ่งเปิด แม่เลยเฉลยให้ฟังว่า โดยปกติแล้ว คนฮ่องกง เค้าจะไม่ทำกับข้าวกินกันเอง เนื่องจาก พื้นที่ที่พักอาศัยเค้าแคบมาก ดังนั้น การทำกับข้าวกินเองในห้องจะค่อนข้างลำบาก ส่วนใหญ่เค้าจะไปซื้อเป็นข้าวกล่อง อาหารสำเร็จรูป หรือวัยรุ่นหน่อยก็จะไปกินข้าวนอกบ้านกัน ดังนั้น มันก็เลยเป็นที่มาว่า คนจะออกไปกินข้าว เดินเล่นกัน ประมาณสองทุ่มเป็นต้นไป  เราก็เลยไม่แปลกใจว่า ทำไมคนที่นี่เค้าหลับนอนกันดึก ๆ

Time Square
Time Square

อีกเหตุผลหนึ่ง คงเป็นชั่วโมงการทำงาน เพราะเค้าจะทำงานตั้งแต่ 9.00 – 13.00, กินข้าว ตอน 13.00-14.00 แล้วทำงานจนเลิกประมาณ 18.00 หรือ 19.00 ทำให้เวลาช่วงสองทุ่มเป็นเวลาที่ร้านค้าส่วนใหญ่จะขายดี โดยเฉพาะห้างใหญ่ ๆ

*รักงาน รักตา

0

สำหรับคนรุ่นใหม่อย่างเรา ๆ คงไม่มีใครเถียงว่านั่งทำงานกับคอมพิวเตอร์มากกว่าพูดคุยกับแฟน หรือพ่อแม่ หรือถ้าสมมุติว่าเราเป็นปลากัด คงสามารถท้องกับคอมพิวเตอร์ไปได้หลายรอบก็ว่าได้ (ซะงั้น) วันนี้เลยมี เคล็ดลับการถนอมดวงตาเวลาใช้คอมพิวเตอร์มาฝากกันนะคะ

สำหรับคนที่วันๆ ต้องนั่งทำงานอยู่หน้าคอมพิวเตอร์เป็นเวลานานๆ คงต้องเกิดอาการปวดตา ตามัว ตาแห้ง สายตาล้า หรืออาการทางสายตาอื่นๆ กันบ้าง ปัจจุบันอาการทางสายตาที่เกิดจากการใช้คอมพิวเตอร์มีเพิ่มขึ้น จากสถิติพบว่า ผู้ใช้คอมพิวเตอร์จำนวนมากกว่า 50% มีอาการปวดตา ตามัว ตาแห้ง สายตาล้า และปวดศรีษะ รวมทั้งมีอาการอื่นๆ เช่น ปวดเหมื่อยคอและหลัง ซึ่งอาการเหล่านี้มักจะเกิดขึ้นกับผู้ที่ใช้คอมพิวเตอร์มากกว่า 2 ชั่วโมงต่อวัน และยังมีตัวแปรอีกหลายประการที่ทำร้ายสายตาของเรา เช่น ชนิดของจอคอมพิวเตอร์ แสงสะท้อนจากจอคอมพิวเตอร์ ความสว่างของห้อง ท่านั่ง ฯลฯ เคล็ดลับเพื่อถนอมดวงตาเวลาใช้คอมพิวเตอร์

1. กระพริบตาให้ถี่ขึ้น อาการตาแห้ง เกิดจากการที่เรากระพริบตาน้อยลง เนื่องจากมีสมาธิขณะทำงานหน้าจอ คอมพิวเตอร์ อัตราการกระพริบตาจะลดลงจาก 20 – 22 ครั้งต่อนาที เหลือเพียง 6 – 8 ครั้งต่อนาที ถ้าไม่อยากตาแห้ง ควรจะกระพริบตาให้ถี่ขึ้น หรืออาจใช้น้ำตาเทียมหยอดตา เพื่อช่วยเพิ่มความชุ่มชื้น
2. จัดวาง คอมพิวเตอร์ ให้เหมาะสม ให้บริเวณหน้าต่างอยู่ทางด้านข้างของจอคอมพิวเตอร์ เพื่อลดแสงตกสะท้อนบนหน้าจอ ควรจัดให้มีระยะห่างระหว่างจอภาพกับตัวเราประมาณ 50 – 70 ซ.ม. จัดระดับจอภาพจากจุดศูนย์กลางของจอคอมพิวเตอร์ ให้อยู่ต่ำกว่าระดับสายตาประมาณ 4 – 9 นิ้ว ไม่ควรให้จอภาพอยู่สูงหรือต่ำเกินไป
3. ปรับความสว่างของห้อง ควรปิดไฟบางดวงที่ทำการรบกวนการทำงาน เพราะปัญหาส่วนใหญ่เกิดจากความสว่างที่มากเกินไป ถ้ามีแสงจ้าจากหน้าต่าง ควรใช้มูลี่เพื่อปรับแสงให้ผ่านได้เพียงบางส่วน และไม่เข้าตาโดยตรง หลีกเลี่ยงการใช้ เฟอร์นิเจอร์ ที่มีผิวสะท้อน เช่น โต๊ะสีขาว ควรใช้วัสดุที่มีผิวด้าน ที่สะท้อนแสงไม่มากจะดีกว่า
4. เลือกใช้ตัวอักษรขนาดใหญ่ เวลาพิมพ์งาน ควรเลือกใช้ขนาดของตัวอักษรที่ใหญ่พอ และปรับความเข้มของตัวอักษรให้มากขึ้น ซึ่งขนาดตัวอักษรและความเข้มที่เหมาะสมจะสังเกตได้จากการที่เราอ่านตัวอักษรได้ในระยะห่างเป็น 3 เท่าของระยะที่นั่งทำงาน หรือเลือกใช้จอคอมพวิเตอร์ชนิด LCD (จอแบน) ซึ่งจะช่วยถนอนสายตาได้ดีกว่าจอแบบเก่า (CRT)
5. เลือกใช้แว่นที่เหมาะสมกับการใช้คอมพิวเตอร์ ควรเลือกใช้เลนส์สีเขียวอ่อน ที่ช่วยให้สบายตาภายใต้แสงจากหลอดไฟฟ้าฟลูออเรสเซนต์ และเพื่อลดแสงสะท้อนจากจอภาพ โดยเลือกแว่นตาที่มีกำลังขยายสำหรับระยะ 50 – 70 ซ.ม. (ระยะกลาง) ซึ่งค่ากำลังของเลนส์ดังกล่าวจะแตกต่างจากเลนส์อ่านหนังสือ หรือเลนส์มองใกล้ทั่วไป
6. พักสายตา ทุกๆ ชั่วโมง ควรเปลี่ยนอริยาบถ หรือลุกขึ้นยืดเส้นยืดสายบ้าง เพื่อพักสายตาและป้องกันอาการปวดเมื่อยจาก