Home Blog Page 25

ที่เที่ยว:ลำปาง ทริปนี้อิ่มบุญ…

2
รีวิว,ที่เที่ยวลำปาง,นกแอร์,ลำปาง,Nok Air,ทริปเที่ยวลำปาง,วัดพระธาตุลำปาง,วัดศรีชุม,รถม้าลำปาง,เมื่องน่ารัก

รีวิว,ที่เที่ยวลำปาง,นกแอร์,ลำปาง,Nok Air,ทริปเที่ยวลำปาง,วัดพระธาตุลำปาง,วัดศรีชุม,รถม้าลำปาง,เมื่องน่ารัก

มาถึงเดือนสุดท้ายของปี 2557 กันแล้ว ในเหมันต์ฤดูแบบนี้ ใครๆก็คงขึ้นเหนือเที่ยว ป่า เขา กันแทบทั้งนั้น และวันนี้ผมขอพาขึ้นเหนือไปเที่ยวจังหวัดน่ารักๆ ที่น่าเที่ยวมาฝากกัน อย่างจังหวัด ลำปาง ไปๆครับไปพิสูจน์กันสิ ว่าลำปางหนาวมาก จริงไหม ^_^

Let’s Go South : หลงเสน่ห์ ทะเลพังงา…

0

Let’s Go South : หลงเสน่ห์ ทะเลพังงา…

สวัสดีครับเพื่อนๆทุกคน เมื่อช่วงเดือนพฤศจิกายน ผมได้รับเชิญจากทาง ททท.
ให้ไปร่วมทริปเพื่อไปชมสถานที่ท่องเที่ยวในจังหวัดพังงากันครับ
ซึ่งจังหวัดพังงาเอง แม้เป็นจังหวัดเล็กๆ แต่เปี่ยมไปด้วยสถานที่ท่องเที่ยวจำนวนมาก
โดยเฉพาะ อุทยานแห่งชาติทางทะเล ทั้ง อช.หมู่เกาะสิมิลัน และ อช.หมู่เกาะสุรินทร์
ซึ่งรวมไปถึง เกาะตาชัย ซึ่งเป็นแหล่งท่องเที่ยวยอดนิยมในยุคนี้ ทั้งหมดล้วนอยู่ในจังหวัดพังงาทั้งสิ้นครับ

สำหรับรีวิวนี้หลักๆผมจะพาเพื่อนๆไปเที่ยวดังนี้ครับ
– เกาะคอเขา
– ดำน้ำที่อุทยานแห่งชาติหมู่เกาะสุรินทร์
– เที่ยวอ่าวบอนชมวิถีชีวิตมอร์แกน
– ชม“พลับพลึงธาร” หนึ่งเดียวในโลก ณ คลองตาเลื่อน
– หาดอ่าวเคย
– ล่องแพไม้ไผ่ที่คลองลำรู่

ถ้าพร้อมแล้วไป “หลงเสน่ห์ทะเลพังงา” พร้อมๆ กันเลยครับ

000-Cover

มุ่งหน้าสู่พังงา

สำหรับการเดินทางครั้งนี้ทาง ททท. ได้จอง Air Asia ให้พวกเราครับ
โดยเครื่องไปลงที่จังหวัดภูเก็ตแล้วต่อรถตู้อีกทีครับ การไปจังหวัดพังงา
แม้ไม่มีเครื่องบินไปลงที่พังงาโดยตรง แต่จริงๆแล้วมีตัวเลือกในการเดินทางได้หลากหลายครับ
สามารถไปลงได้ทั้งที่ภูเก็ต และ สุราษฎร์ธานี เลยครับ

001
002-AW2A3955

ปกติแล้วเวลาเดินทางผมมักจะพยายามโหลดของเข้าใต้ท้องเครื่องหมดครับ
เพราะขี้เกียจลากกระเป๋าเดินทางในสนามบินครับ แต่พอดีผมพึ่งได้กระเป๋าใหม่มา
เป็นกระเป๋าของ Caggioni ซึ่งเป็นขนาด Cabin size เป็นรุ่นล้อยาง 4 ล้อ
เลยขอเป็นเด็กขี้เห่อลากกระเป็าใบนี้ขึ้นเครื่องไปด้วยครับ โดยผมยัดอุปกรณ์กล้อง
และ notebook ผมลงไปเพื่อนที่ตอนเดินในสนามบินจะได้ไม่ต้องสะพายเป้กล้องให้หนักไหล่ครับ อิอิ

003-SaKaeo2014-030

ไฟลท์ไปภูเก็ต บินราว ชั่วโมงนิดๆก็ถึงสนามบินนานนาชาติภูเก็ตหล่ะครับ

พิงงา

เนื่องด้วยบินกันแต่เช้า และทาง ททท. ไม่ได้ซื้ออาหารตอนบิน Air Asia ไว้ครับ
ทางทีมงานเลยพามาแวะทานข้าวเช้าเบาๆ ที่ร้าน “พิงงา” ครับ
ที่นี่มีทั้งอาหารตามสั่งและติ่มซำให้ทานนะครับ พวกผมสั่งติ่มซำและบะกุ๊ดเต๋มาทานกันครับ

004-AW2A3957
005-AW2A3959
006-AW2A3961
007-AW2A3963
008-AW2A3965

Casa de la Flora

หลังจากทานอาหารรองท้องแล้วเราก็เดินทางต่อไปยังเขาหลักครับ
ซึ่งในวันนี้ผมจะพักที่เขาหลักโดยจะพักที่ La Flora Resort & Spa Khaolak ครับ
ตอนที่ไปยังไม่ได้เข้าที่พักหรอกครับ แต่ผมได้แวะไปอีกรีสอร์ทหนึ่งที่เป็นรีสอร์ทในเครือเดียวกันครับ
นั้นคือ Casa de la Flora ชื่อคล้ายๆกันตอนแรกผมก็แอบสับสนนึกว่าที่เดียวกันเสียอีก 555

009-AW2A3967

โดยที่ทางโรงแรมได้ขอเป็นเจ้าภาพเลี้ยงอาหารให้คณะเราครับ (กินอีกแล้ว 555)
แต่เนื่องด้วยพึ่งรองท้องด้วยเข้าเช้ากันมาเมื่อชั่วโมงกว่าๆ เมื่อกี้เลยยังไม่ค่อยหิวครับ
ทางโรงแรมเลยพาเดินชมห้องของโรงแรมเล็กน้อยครับ
อันนี้เป็นทางเดินโดยรอบโรงแรมและสระว่ายน้ำครับ แขกส่วนใหญ่ของที่นี่เป็นต่างชาติครับ
จากที่ได้คุยส่วนใหญ่จะเป็นเยอรมัน และชาวสแกนดิเนเวียครับ พวกรัสเซียมีบ้างแต่ไม่มาก
เพราะเค้าบอกว่าพวกรัสเซียจะชอบไปพักแนวภูเก็ตป่าตองเสียมากกว่าครับ ส่วนทางเอเชียจะเป็นพวกเกาหลี
ส่วนคนไทยมีมาพักที่นี่บ้างแต่ไม่มากครับ
010-AW2A3974
011-AW2A3976
012-AW2A3979

อันนี้เป็นห้องสปาครับ ดูดีน่าทำเชียว 555

013-AW2A3982
014-AW2A3986

ห้องพักที่นี่ส่วนใหญ่จะทำเป็น Duplex หรือแบบ 2 ชั้นครับ
ผมได้แวะดูมา 2 ห้องครับ ที่นี่การตกแต่งจะตกแต่งด้วยไม้ครับ ซึ่งผมว่าทำให้ห้องดูสวยงามมากเลยครับ
เท่าที่ถามเห็นว่าถ้าเป็นส่วนภายนอกจะมีการเปลี่ยนไม้เกือบทุกปี เพราะไม่อย่างนั้นไม้จะโดนแดดเลียจนซีดครับ

016-AW2A3996
017-AW2A4002
018-AW2A4006

หลังจากเดินเล่นในโรงแรมซักพักก็หิวกันพอดี
ก็เลยไปที่ห้องอาหารเพื่อทานอาหารกันครับ…

019-AW2A4030
020-AW2A4034
021-AW2A4036
022-AW2A4037
023-AW2A4038
024-]AW2A4039
025-AW2A4041

อาหารเท่าที่ทานใช้วัตถุดิบดีเลยครับ แต่ด้วยความที่ลูกค้าส่วนมากเป็นต่างชาติ
พ้อครัวจึงทำอาหารรสชาติแบบชาวต่างประเทศ เลยไม่ค่อยถูกปากคนไทยอย่างผมเท่าไหร่ 5555

เกาะคอเขา : นิยามแห่งการพักผ่อน

หลังจากทานข้าวที่ Casa De La Flora อิ่มกันเรียบร้อยเราก็เดินทางต่อไปยังเกาะคอเขากันครับ
เกาะคอเขานั้นอาจจะไม่เป็นเกาะที่ดังและคุ้นหูกันเท่าไหร่ครับ แต่ที่เกาะนี้ก็มีอะไรน่าสนใจไม่น้อยเลยครับ
ว่าแล้วก็ไปชมกันครับ… เกาะคอเขาเป็นเกาะใหญ่ที่มีชุมชนอยู่ภายในเกาะ
สามารถเดินทางโดยขึ้นเรือไปจากท่าเรือบ้านน้ำเค็มครับ ซึ่งที่ท่าเรือจะมีเรือเฟอร์รี่บริการ ซึ่งสามารถขนรถข้ามไปได้ด้วยครับ

026-AW2A4048

แต่พวกผมไปลำนี้ครับ เป็นเหมือนเรือหางยาวครับ

027-AW2A4052

ใช้เวลาประมาณ 10 นาทีก็ถึงครับ

028-AW2A4058

สำหรับค่าบริการ เรือเล็กแบบที่ผมนั่งมาคนละ 20 บาท หลัง 6 โมงเย็น คิดค่าบริการ 2 เท่า
ถ้าเอารถขึ้นเรือข้ามฟากก็ได้คิดราคาคันละ 150 บาท เรือขนรถยนต์นั้นมีถึงประมาณ 5 โมงครับ

สำหรับเกาะคอเขานั้นเป็นเกาะที่มีความสมบูรณ์ทางธรรมชาติที่สูงมากครับ
ค่อนข้างเหมาะสำหรับนักท่องเที่ยวที่ต้องการมาพักผ่อนกับธรรมชาติ อย่างสงบๆ โดยบนเกาะมีทั้งบ้านพักแบบรีสอร์ทและบังกะโลครับ

C&N Kho Khao Beach Resort

หนึ่งในที่พักบนเกาะคอเขา คือ C&N Khao Beach Resort รีสอร์ทนี้จะอยู่ใกล้ๆกับท่าเรือครับ
นั่งสองแถวมาประมาณ 5 นาทีก็ถึงครับ
โดยมีพี่รุ่ง เป็นเจ้าของรีสอร์ต ซึ่งเป็นประธานชมรมเกาะคอเขาจะพาพวกเราเที่ยวรอบๆเกาะ
พี่รุ่งเป็นคนที่มีอัธยาศรัยดีมาก และมีความรู้เป็นอย่างดีเกี่ยวกับเกาะคอเขาครับ

029-AW2A4064

อันนี้เป็นชายหาดบริเวณรีสอร์ทครับ

030-AW2A4066
031-AW2A4073
032-AW2A4070

ย้อนประวัติศาสตร์กับ แหล่งโบราณคดีบ้านทุ่งตึก

หลังจากนั่งคุยกันซักพักพี่รุ่งก็พาเราไปชมรอบๆเกาะกันครับ
ที่เกาะคอเขาตามที่ผมบอกครับว่ามีความอุดมสมบูรณ์มาก
ทำให้เราเห็นพืชพรรณแปลกๆที่เราไม่สามารถเห็นได้ในหลายๆพื้นที่อาทิ.. ต้นหม้อข้าวหม้อแกงลิง
ซึ่งมีทั้งแบบ ขึ้นเป็นเถาวัลย์ และขึ้นจากดินมาเลยครับ

033-AW2A4088
034-AW2A4087

ที่เกาะคอเขาเองจะคล้ายๆ หลายพื้นที่ในภาคใต้คือ เป็นแหล่งสมัยก่อนเป็นเหมืองครับ
ดังนั้นจึงมีหลุมดิน ที่เกิดจากการขุดเหมือง อยู่เต็มไปหมด ซึ่งปัจจุบันส่วนใหญ่ก็จะกลายเป็นทะเลสาปครับ
มีทั้งขนาดเล็ก และขนาดใหญ่ เลยครับ

035-AW2A4098

แหล่งโบราณคดีบ้านทุ่งตึกตั้งชื่อมาจากสถานที่ที่ชาวบ้านเรียกกันว่า “ทุ่งตึก” หรือ “เหมืองทอง”
ในบริเวณนี้ยังได้พบฐานเทวรูปเหรียญเงินอินเดีย
เศษทองคำ และผงทรายทอง ซึ่งในสมัยก่อนเคยมีช่องหนึ่งที่ชาวบ้านมาร่อนแร่ทองคำที่นี่ด้วยครับ
ปัจจุบันโบราณสถานดังกล่าวถูกทำลายไป คงเหลือแต่เพียงซากของฐานก่ออิฐเพียงบางส่วนเท่านั้น

แหล่งโบราณคดีเกาะคอเขา หรือเหมืองทองได้มีการสำรวจมาตั้งแต่ปี 2478
โดยพบซากโบราณสถานก่อด้วยอิฐและพบเศษภาชนะดินเผาที่ผลิตในสมัยราชวงศ์ถังของจีน
รวมไปถึงเครื่องแก้วของชาวเปอร์เซียโดย

ว่ากันว่าโบราณวัตถุเหล่านี้มีมาตั้งแต่ราวพุทธศตวรรษที่ 13-15
และเชื่อกันว่าที่นี่เคยเป็นแหล่งการค้าที่สำคัญในสมัยก่อนครับ
เนื่องจากที่เกาะแห่งนี้จะมีจุดที่สามารถมาหลบคลื่นลมทางทะเลได้นั่นเองครับ
โดยยังไม่ทราบสาเหตุที่แน่ชัดถึงการล่มสลายไป
แต่คาดว่าอาจจะเกิดจากการเกิดสึนามิในสมัยโบราณก็เป็นไปได้ครับ ซึ่งก็ไม่มีหลักฐานใดบ่งชี้เช่นกัน

036-AW2A4105

ร่องดินที่เห็นคือร่องดินที่เกิดจากการขุดหาของโปราณของชาวบ้านครับ
ซึ่งว่ากันว่ายังมีพบเจออยู่บ้าง เช่นลุฏปัดโบราณและมีราคาดีด้วยครับ
แต่จริงๆแล้วปัจจุบันที่ดินบริเวณนี้ (ถ้าจำไม่ผิด) เป็นของกรมศิลปากรซึ่งห้ามชาวบ้านมาดำเนินการขุดแล้วครับ

037-AW2A4104

ปูเสฉวนปีนต้นไม้ ณ หาดหาปลา

สิ่งหนึ่งที่แสดงถึงความอุดมสมบูรณ์ของทะเลคือ ปู(หอย)เสฉวนครับ
ที่เกาะคอเขาเราจะพบกับปูเสฉวนเป็นจำนวนมากเลยครับ

038-AW2A4114

แต่ปูเสฉวนที่นี่มีความแปลกอย่างหนึ่งคือมันชอบปีนต้นไม้ครับ
ซึ่งก็ยังไม่มีใครตอบได้ว่าปูเสฉวนแถวนี้มันจะปีนต้นไม้ไปเพื่ออะไรครับ
039-AW2A4120

สนามบินเก่า ณ เกาะคอเขา

ที่เกาะคอเขานั้นเมื่อครั้งสงครามโลกครั้งที่ 2 ญี่ปุ่นเคยมาสร้างสนามบินไว้
เพื่อจะใช้เป็นจุดยุทธศาสตร์จุดหนึ่งในการโจมตีอีกฝั่งหนึ่ง
แต่ยังไม่ทันได้เริ่มใช้ปรากฎว่ามีการทิ้งระเบิดนิวเคลียร์เสียก่อน
ทำให้สนามบินที่เกาะคอเขากลางเป็นสนามบินร้างไป
ซึ่งก่อนหน้านี้เคยมีการมาสำรวจเพื่อจะนำไปใช้เป็นสนามบินเชิงพาณิชย์
แต่พบว่าไม่คุ้มค่า จึงไม่ได้มีการดำเนินการต่อและปล่อยร้างมาถึงทุกวันนี้ครับ

040-AW2A4128

ปัจจุบันที่สนามบินก็กลายเป็นแหล่งชมนก และควายป่าไปครับ

The Sunset Beach

ที่ทางเหนือสุดของเกาะจะเป็นหาดชายขาวยาวเรียกว่า sunset beach ครับ
เป็นจุดที่ชมพระอาทิตย์ตกได้อย่างสวยงามครับ เดิมทีเดียวมีการมาลงทุนเพื่อจะสร้างรีสอร์ทบริเวณนี้
แต่ว่าด้วยความที่ว่าเป็นปลายแหลมของเกาะ ที่มีกระแสน้ำพัด
ทำให้พื้นดินบริเวณนี้มีการเปลี่ยรูปไปมาในรอบระยะเวลาต่างๆ
บางช่วงแผ่นดินจะหายไป บางช่วงเวลาแผ่นดินจะกลับมา อะไรอย่างนั้น
เลยทำให้รีสอร์ทที่มาสร้างพังลงจากการที่น้ำทะเลกัดเซาะมาในช่วงเวลานั้นพอดีครับ

041-AW2A4130

Dinner at C&N

หลังจากนั้นทางพี่รุ่งพาพวกเรากลับมาชมพระอาทิตย์ตกที่ชายหาดหน้า C&N กันครับ
วันนั้นถือว่าเป็นอีกวันหนึ่งที่พระอาทิตย์ตกได้สวยงามมากๆๆๆ เลยครับ

042-AW2A4141
043-AW2A4151
044-AW2A4154
045-AW2A4157

ผมนั่งถ่าย Timelapse เพลินเลย ปรากฏว่ากว่าจะถ่ายเสร็จเพื่อนๆเริ่มกินข้าวไปแล้ว 555
กุ้งมังกรอบเนยจานนี้แนะนำเลยนะครับ 500 บาทถูกมากกกก
เนื่องจากตัวเล็กเลยมีการเอากุ้งลายเสื้อมาผสม แต่ราคานี้รสชาติแบบนี้เอาไปเต็มสิบครับ
ส่วนจานอื่นๆถ่ายมาตามสภาพ หลายจานไม่ได้ถ่ายมาเพราะตอนกลับมาแหว่งไปเยอะแล้ว 5555

046-AW2A4461
047-AW2A4464
048-AW2A4465
049-AW2A4466

La flora Resort and Spa Khaolak

หลังจากอิ่มเป็นที่เรียบร้อย คณะเราก็ดลับไปที่เขาหลักอีกครั้งครับ
โดยไปเช็คอินเข้าที่พักที่ La flora Resort and Spa Khaolak ครับ

050-AW2A4477
051-AW2A4469
052-AW2A4471

จากที่ไปพักมา ตัวห้องถือว่าใหญ่มากครับ (รู้สึกว่าใหญ่กว่า Casa ที่ไปดูมาตอนกลางวันด้วยซ้ำ)
แต่อุปกรณ์อำนวยความสะดวกในห้องพักที่ Casa ดีกว่า

ส่วนการบริการของ Casa ดีกว่าที่ La flora ค่อนข้างมากครับ ก็แน่หล่ะ Casa มันแพงกว่าเยอะเหมือนกันครับ
ด้วยความที่ได้รับการบริการเป็นอย่างดีจาก Casa มาก่อนเลยอดเปรียบเทีบไม่ได้
และแอบรู้สึกไม่ประทับใจการบริการของพนักงานที่ La flora Resort and Spa Khaolak
แต่ถ้าไม่ได้ไปที่ Casa มาก่อนอาจจะไม่ได้เกิดการคาดหวังสูงขนาดนั้น 555

ปล. ส่วนตัวผมได้ คอมเม้นท์กับผู้เกี่ยวข้องไปล่ะ
เค้าบอกว่าที่ La Flora อยู่ระหว่างการจัดการอะไรหลายๆอย่าง การบริการเลยยังสู้ทาง Casa ไม่ได้ครับ

มุ่งหน้าสู่อุทยานแห่งชาติหมู่เกาะสุรินทร์

วันที่สองของการเดินทางเราตื่นกันแต่เช้าเพื่อเดินทางไปยัง ท่าเรือคุระบุรี ซึ่งเป็นท่าเรือที่สามารถเดินทางไปยัง อช.หมู่เกาะสุรินทร์ได้เร็วและใกล้ที่สุดครับ
โดยการเดินทางในครั้งนี้เราได้ใช้บริการของ Green View Tour ครับ ซึ่งจริงๆปีก่อนหน้าผมก็พึ่งได้มีโอกาสมาใช้บริการไปเช่นกันครับ
แต่รอบนั้นเวลาน้อยเลยไปแบบ One Day Trip ซึ่งเอาจริงๆผมว่าไม่จุใจครับ รอบนี้ที่ไปเลยไปแบบค้างคืนบนเกาะเลยครับ
ช่วงที่เราออกเรือตอนเช้า ก็จะเป็นช่วงที่เรือประมงที่ออกไปหาปลากลับมาพอดีครับ

053-AW2A4496

เรือที่ไปจะเป็นเรือ Speed Boat ครับซึ่งมาหลายขนาดแล้วแต่ว่าวันที่เราไปนั้นจะมีคนมากน้อยขนาดไหนครับ
ลำนี้ที่ไปถ้าจำไม่ผิดจะบรรทุกได้ราว 40 คนครับให้เครื่องยนต์ 3 เครื่องยนต์ 600 แรงม้า

054-AW2A4498

การเดินทางจะใช้เวลาราวๅ 1:30 ชม.ครับ ก็จะเดินทางมีถึงช่องเขาขาด ซึ่งเป็นที่ตั้งของอุทยานแห่งชาติครับ
สำหรับคนที่ซื้อตั๋วเรือมาอย่างเดียวก็จะมีเรือหางยาวมารับไปส่งที่เกาะอีกทีครับ

055-AW2A4505

อุทยานแห่งชาติหมู่เกาะสุรินทร์ สวรรค์ของนักดำน้ำตื้น

ส่วนคนที่ซื้อ One Day Trip มาก็จะเริ่มดำน้ำกันเลยครับ
การดำน้ำตื้นนั้น ในการเลือกเสื้อชูชีพ จุดสำคัญคือ ต้องดูสายรัดให้ดีครับว่าครบถ้วนหรือไม่ โดยเฉพาะสายรัดที่ห้อยคล้ายๆหาง ที่จะรัดเป้าเรา
เพราะจะเป็นตัวที่ทำให้เสื้อชูชีพกระชับ และเมื่อลงน้ำเสื้อชูชีพจะไปลอยไปรั้งไหล่เราครับ เนื่องจากถ้าเสื้อชูชีพไปรั้งไหล่เราแล้ว
เราจะดำน้ำไม่สนุกเนื่องจากมันจะเกะกะ และเคลื่อนตัวลำบากครับครับ และเสื้อชูชีพจะสีกับผิวเราจนแสบได้ครับ

จุดเด่นของ อช.หมู่เกาะสุรินทร์นั้น จะอยู่ที่ความสมบูรณ์ภายใต้ท้องทะเลครับ ถือว่าเป็นจุดที่มี ปาการังใต้น้ำ ที่สมบูรร์มากในประเทศไทยครับ
โดยเฉพาะปะการังแข็งครับ (ปะการังอ่อนมีบ้างแต่ไม่มาก ถ้าอยากดูปะการังอ่อน ต้องไปที่ อช.ตะรุเตา ครับ) และสัตวน์น้ำจำนวนมาก
ซึ่งจะแตกต่างจาก อช.หมู่เกาะสิมิลัน อันนั้นจะมีจุดเด่นที่ Landscpae บนดิน และการดำน้ำแบบดำน้ำลึกครับ
ดังนั้นลองดูนะครับ ว่าอยากไปเที่ยวแนวไหน แบบไหนจะได้เลือกไปได้ถูกที่ครับ
ปล. ผมไม่มีกล้องใต้น้ำเลยได้แค่ถ่ายภาพ น้ำใสๆ ฟ้าสวยๆ จากบนเรือมาฝากกันครับ
โดยช่วงเช้านั้น เค้าจะให้เราดำน้ำ 2 จุดครับ จุดละประมาณ 45 นาทีครับ

056-AW2A4510
057-AW2A4523
058-AW2A4525
059-AW2A4533
060-AW2A4541
061-AW2A4550
062-AW2A4551-Panorama

หลังจากดำน้ำสองจุดเป็นที่เรียบร้อย เราก็จะขึ้นเกาะเพื่อไปทางอาหารกลางวันกันครับ
ซึ่งสำหรับคนที่ซื้อทัวร์มาจากบนฝั่ง ทัวร์เค้าจะเตรียมอาหารกลางวันมาให้ครับ
แต่ใครที่ซื้อมาแต่ตั๋วเรือก็จะมีส่วนของห้องอาหารในอุทยานฯ ให้ไปทานกันได้ครับ

สำหรับการพักบนเกาะนั้น ถ้าต้องการพักแบบบ้านพัก จะต้องทำการจองล่วงหน้าผ่านเว็บไซต์ของอุทยานแห่งชาติครับ
หรือจะให้ทาง บ.ทัวร์ที่เราซื้อตั๋วเรือจองให้ก็ได้ครับ แต่ว่าที่พักจะค่อนข้างมีจำกัดนะครับ มีน้อยและเต็มเร็วมากครับ
โดยทั่วไปบ้านพักเค้าจะให้เราจองล่วงหน้าได้ 60 วันครับ สามารถจองได้ที่
http://www.dnp.go.th/parkreserve/reservation.asp?lg=1
โดยตัวบ้านพักนั้นจะมีเฉพาะที่อ่าวช่องขาดเท่านั้นครับ

063-AW2A4616
064-AW2A4619

แต่นอกจากบ้านพักแล้วที่อุทยานก็จะมีส่วนของ เต๊นท์ และลานกางเต๊นท์ให้จองด้วยเช่นกันครับ
โดยสามารถจองล่วงหน้าได้ 60 วันเช่นกันครับ
http://www.dnp.go.th/parkreserve/tent_reservation.asp?lg=1
โดยที่ลานกางเต๊นท์นั้นจะมี 2 โซนคือที่ อ่าวช่องขาด ที่เป็นที่ตั้งของบ้านพัก และอีกจุดคือ อ่าวไม้งาม
ซึ่งอยู่อีกฝั่งหนึ่งของเกาะครับ ส่วนตัวแล้วถ้าต้องการความสงบ ผมแนะนำที่ อ่าวไม้งามครับ (ซึ่งที่บริเวณนี้ก็มีห้องอาหารของอุทยานเช่นกันครับ)
แต่เท่าที่สอบถามมาลานกางเต๊นท์ตรงนี้จะเปิดหลังวันที่ 5 ธค. ในแต่ละปีเป็นต้นไปครับ

ชมพระอาทิตย์ตกที่อ่าวกระทิง

ช่วงบ่ายผมได้ไปดำน้ำอีกจุดหนึ่งครับ ซึ่งสำหรับคนที่ซื้อ One Day Trip
หลังดำน้ำเสร็จเค้าจะพาไปที่ อ่าวบอน เพื่อชมวิถีชีวิตชาวมอร์แกนกันครับ
แต่ผมยังไม่ได้ไปครับ เพราะจะไปในวันกลับแทนครับ จากนั้นผมก็กลับมาเดินเล่นบริเวณที่พักครับ
ก่อนที่จะไปชมพระอาทิตย์ตกบริเวณ อ่าวกระทิงครับ
ที่อ่าวกระทิงนั้นเป็นที่ตั้งของ หน่วยรักษาความปลอดภัยทางทะเล หมู่เกาะสุรินทร์ ด้วยครับ

065-AW2A4576
066-AW2A4589
067-AW2A4602
068-AW2A4607

หลังจากชมพระอาทิตย์ตกแล้วเราก็เดินทางกลับไปที่อ่าวช่องขาดเพื่อทานอาหารเย็นและเข้านอนกันครับ
ปล. อ่าวกระทิงสามารถเดินจากอ่าวช่องขาดได้ครับ แต่ทางเดินค่อนข้างลำบากนิดนึงครับ ถ้าไปชมพระอาทิตย์ตกจำเป็นจะต้องมีไฟฉายนะครับ ก่อนไปยังไงลองสอบถามเจ้าหน้าที่ก่อนครับ เพราะช่วงที่ผมไปทางเดินค่อนข้างรกครับ
เค้ายังไม่ได้จัดการเท่าไหร่ (แต่ตอนไปทาง อช. เค้าพาผมนั่งเรือหางยาวไปแทนครับ –> ซึ่งถ้าเราขี้เกียจเดินสามารถจ้างไปได้ครับจะมีพวกชาวมอร์แกนที่เค้าขับเรือมารับจ้างอยู่ ซึ่งให้ทางอุทยานติดต่อให้ได้ครับ)

อ่าวไม้งาม

สำหรับเช้าวันที่สามนั้น หลังจากทานข้าวเช้าเสร็จเราก็เดินทางไปยังอ่าวไม้งามกันครับ
แต่ก่อนเดินทางไปนั้นผมมีเวลานั่งเล่นที่หาด ที่อ่าวช่องขาดเล็กน้อยครับ
ผมว่าช่วงเช้าก่อนที่นักท่องเที่ยวจะเดินทางมาถึง มันเป็นช่วงที่สงบ ซึ่งผมมากๆเลยครับ

069-AW2A4628
070-AW2A4631

การไปอ่าวไม้งามนั้นส่วนมากเรือจะมาส่งอีกฝั่งหนึ่งครับ แล้วเราจะต้องเดินเท้าไปประมาณ 400 เมตรครับ
ตรงจุดที่เรือมาส่งนั้นเป็นป่าโกงกางที่สมบูรณ์ทีเดียวครับ ระหว่างนั่งเรือมา พวกเราเจอ เต่าทะเลกันด้วยครับ.
ว่ายลอดใต้ท้องเรือเราไป เห็นว่าเป็นเต่า แต่อยู่ใต้น้ำนี่เร็วมากนะครับ ผมว่าเหมือนนกร่อนบนท้องฟ้าเลยครับ

071-AW2A4648

อ่าวไม้งามเป็นอ่าวที่มาชายหาดที่ยาวเชียวครับ น้ำแถวนี้ใสมากๆๆๆครับ
ผมถึงแนะนำว่าหากจะมานอนเต๊นท์แล้วผมแนะนำให้มานอนโซนนี้ครับ (แต่อย่างที่บอกครับ ต้องเดินนิดส์นึงนะครับ)

072-AW2A4658
073-AW2A4720

หลังจากเดินเล่นที่อ่าวไม้งามเสร็จเราก็ไปดำน้ำบริเวณ เกาะสุรินทร์ใต้กันครับ
บริเวณนี้จุดเด่นคือจะมีกะละปังหาสีแดงครับ

074-AW2A4751

ชมวิถีชีวิตชาวมอร์แกนที่อ่าวบอน

หลังจากดำน้ำเสร็จเราก็นั่งเรือไปที่อ่าวบอนกันครับ ซึ่งอ่าวบอนเป็นจุดที่ชาวมอร์แกนอาศัยอยู่ครับ
แต่ว่าเดิมทีชาวมอร์แกนไม่ได้อยู่ตรงนี้ครับ แต่หลังจากโดนสึนามิไป ทางการจึงมาสร้างบ้านให้บริเวรนี้แทน
ซึ่งจุดนี้จะหลบมุมออกมานิดนึงครับ

ถ้าจำไม่ผิดสมัยก่อนชาวมอร์แกนจะอยู่แถวๆนี้ครับ (เป็นจุดที่ตรงข้ามกับอ่าวช่องขาดครับ)

075-AW2A4761

ภาพระหว่างทางครับ 🙂

076-AW2A4775
077-AW2A4779

ใกล้ถึงหล่ะครับ

078-AW2A4790

ชาวเลหรือมอแกน ซึ่งเป็นชนเผ่าพื้นเมืองที่ยังคงมีวิถีชีวิตแบบดั้งเดิม
สมัยก่อนนั้นชาวมอร์แกนจะกินนอนอยู่ในเรือ
แต่ปัจจุบันทางการได้มาสร้างบ้านให้ชาวมอร์แกนครับซึ่งมีจำนวนทั้งสิ้น 40 หลัง
แต่ก็ยังมีชาวมอร์แกนรุ่นเก่าๆที่ยังคงชอบอาศัยบบนเรือมากกว่าครับ
ชาวมอร์แกนนับถือเทวรูปอินเดียนแดง ซึ่งแกะสลักด้วยท่อนไม้ ถือเป็นสิ่งศักดิ์สิทธิ์ของชาวเล

และทางกระทรวงมหาดไทย ก็ได้มอบสิทธิ ออกบัตรประชาชนไทย สัญชาติไทยให้ชาวมอร์แกนด้วยครับ
โดยบนเกาะนั้นจะมีการใช้นามสกุล “กล้าทะเล” กันครับ

079-AW2A4800
080-AW2A4811

บนเกาะปัจจุบันมีทั้ง ศูนย์บริการสุขภาพ และโรงเรียนแล้วนะครับ
โดยครูที่มาอยู่ที่นี่ มาด้วยใจจริงๆครับ เพราะที่นี่แต่เดิมทีไม่ได้มีบ้านพักอะไรให้ครับ ต้องนอนเต๊นท์เอาครับ
แต่พึ่งเห็นว่าพึ่งมีการสร้างห้องพักครูให้พร้อมกับอาคารเรียนหลังใหม่ครับ

081-AW2A4816

อุปกรณ์ทำมาหากินของชาวมอร์แกนครับ นั่นคือเรือ
สมัยก่อนก็ใช้ในการออกหาปลา ปัจจุบันบางส่วนก็จะไปขับเรือพานักท่องเที่ยว เที่ยวแทนก็มีครับ

082-AW2A4819
083-AW2A4825

หลังจากนั้นดราก็กลับไปทานข้าวที่อุทยานกันครับ
แล้วก็ถ่ายรูปหมู่กันเป็นที่ระทึกเล็กน้อย ก่อนที่จะนั่งเรือกลับเข้าฝั่งกันครับ

084-AW2A4861

คุระบุรีกรีนวิวรีสอร์ท

หลังจากกลับเข้าฝั่งเราก็ไปพักกันที่ คุระบุรีกรีนวิวรีสอร์ทครับ
ที่นี่ผมเคยมาพักแล้วครั้งนึงเมื่อปีที่แล้วครับ ถือเป็นรีสอร์ทที่บริการได้ดีที่นึงเลยทีเดียวครับ
ตัวรีสอร์ทจะอยู่ห่างจากท่าเรือมาประมาณ 10 กม. ครับ ซึ่งถือว่าเหมาะสำหรับคนที่มาเที่ยวแบบ One Day Trip เลยครับ

085-AW2A4879
086-AW2A4862
087-AW2A4864
088-AW2A4881
089-AW2A4889
090-AW2A4894

ที่นี่ไม่ได้เป็นโรงแรมหรูหราห้าดาวนะครับ แต่เรื่องที่พักถือว่าครบครันทุกอย่างที่โรงแรมพึงจะมีครับ
จุดเด่นมากๆของโรงแรมนี้คือ อาหารครับ อร่อยมว๊ากกกก…

091-AW2A4872
092-AW2A4898
093-AW2A4899
094-AW2A4900
095-AW2A4902
096-AW2A4903
097-AW2A4904
098-AW2A4907

“พลับพลึงธาร” หนึ่งเดียวในโลก ณ คลองตาเลื่อน

วันสุดท้ายของการเดินทาง ช่วงเช้าเราเดินทางไปยังคลองตาเลื่อนครับ
เพื่อไปชม พลับพลึงธาร ซึ่งเป็นพืชที่ใกล้จะสูญพันธ์
โดย พลับพลึงธาร ถือเป็นพืชเฉพาะถิ่น ซึ่งจะพบเฉพาะแถวๆ ระนองและพังงาเท่านั้นครับ
พลับพลึงธารคนทางใต้จะเรียกว่า หญ้าช้อง มีชื่อฝรั่งๆว่า Water Onion ซึ่งทำให้เราเรียกตามว่าหอมน้ำครับ
ตัวพลับพลึงธารนั้นจะเป็นพืชที่มีหัวคล้ายหอมหัวใหญ่ แต่มีดอกคล่ายพลับพลึง จึงเป็นที่มาของชื่อ พลับพลึงธารนั้นเองครับ

พลับพลึงธารจะขึ้นในน้ำที่ลึกประมาร 2 เมตร
การที่พลับพลึงธารจะขึ้นได้นั้นจะต้องมีน้ำจืดที่ใสและสะอาดมากๆครับ
และจะต้องมีกระแสน้ำไหลผ่านแรงประมาณหนึ่ง ถึงจะโตขึ้นได้ครับ
พลับพลึงธารถือเป็นดรรชนีชี้วัดความสะอาดและความอุดมสมบูรณ์ของน้ำและลำคลอง
เนื่องจากต้นพลับพลึงธารจะขึ้นได้เฉพาะลำคลองที่มีต้นน้ำที่อุดมสมบูรณ์
พลับพลึงธารจะออกดอกบานสะพรั่งในช่วงประมาณปลายเดือนตุลาคมถึงเดือนธันวาคม
ด้วยเหตุที่ดอกมีความสวยงามประกอบกับความหายาก จึงทำให้พลับพลึงธารได้รับฉายาว่า “ราชินีแห่งสายน้ำ”

099-AW2A4924
100-AW2A4925
101-AW2A4935

ตาเลื่อน เป็นเจ้าของที่ดินในบริเวณ คลองตาเลื่อน
ได้พยายามอนุรักษ์ต้นพลับพลึงธารไม่ให้สูญพันธ์ครับ
ถ้าเราไปที่คลองตาเลื่อนสามารถเรียกหาแกได้เลยครับ
แล้วคุณตาจะพาเดินชมพร้อมทั้งอธิบายให้ฟังด้วย ทุกอย่างฟรีครับ

ตอนตาเลื่อนพาชมนั้นตาแกเป็นประกายมากครับ
แบบว่าภูมิใจและดีใจที่มีคนเห็นความสำคัญของ พลังพลึงธาร ที่แกพยายามจะรักษาเอาไว้ครับ

102-AW2A4953

ถ้าสนใจมาชมพลับพลึงธารที่คลองตาเลื่อน สามารถเดินทางไปได้ที่บริเวณคลองคลองตาเลื่อน
บ้านคุระ หมู่ที่ 7 ต.คุระ อ.คุระบุรี จ.พังงา
หรือสามารถติดได้ที่ศูนย์ประสานงานการท่องเที่ยวจังหวัดพังงา โทร.0-7648-1900-2

หาดอ่าวเคย

หลังจากที่ชม พลับพลึงธาร ที่คลอตาเลื่อนๆแล้ว เราก็เดินทางไปต่อที่ หาดอ่าวเคยครับ
หาดอ่าวเคยเป็นชายหาดยาว เหมาะแก่การมานั่งชมธรรมชาติ และ
บริเวณนี้เหมาะแก่การมานั่งชมพระอาทิตย์ตกมากครับ
ปัจจุบันเริ่มมีเอกชนเข้ามาพัฒนาพื้นที่ทำรีสอร์ทแล้วะครับ

103-AW2A4968
104-AW2A4974
105-AW2A4983
106-AW2A4990

ร้านอาหารโกศักดิ์

ช่วงเที่ยงเราเดินทางกลับไปที่ตลาดคุระบุรีครับ
ไปทานอาหารกลางวันที่ร้าน ข้าวต้มโกศักดิ์ครับ ร้านนี้ Recommended เลยครับอร่อยมว๊ากกก

107-AW2A4995
108-AW2A4997
109-AW2A4998
110-AW2A5000
111-AW2A5002
112-AW2A5004
113-AW2A5006

ล่องแพไม้ไผ่ที่คลองลำรู่

หลังจากทานข้าวอิ่มกันแล้วเราก็นั่งรถย้อนกลับไปทางเขาหลักครับ
และแวะไปที่คลองลำรู่กันครับ ที่คลองลำรู่มีกิจกรรมหนึ่งที่คนไทยไม่ค่อยได้มาเที่ยวกัน
นั่นก็คือการนั่งแพ ชมธรรมชาติในคลองลำรู่ครับ ที่บริเวณนี้จะมีหลายเจ้าให้บริการครับ
ที่ผมไปเป็นของ โกมลคอร์เนอร์ครับ
ค่านั่งแพ คนไทยคิดแพลำละ 400 บาท ชาวต่างชาติแพลำละ 700 บาท นั่งได้ 2 คน/แพ ครับ

114-AW2A5007

เท่าที่คุยๆ เห็นคนถ่อแพบอกว่าวันนึงเค้าจะถ่อแพได้ราวๆ 4-5 รอบครับ

115-AW2A5014
116-AW2A5020

การนั่งแพนั้นจะมีบางช่วงที่เปียกน้ำครับ พวกฝรั่งที่มาเที่ยว 95% จะใส่เป็นบิกินี่มากครับ
ซึ่งโดยทั่วไปในการไปล่องแพ ทางรีสอร์ทจะไม่ให้นำกล้องและมือถือลงไปนะครับ
แต่ถ้าใครเอาลงเค้าจะถือว่าเค้าแจ้งแล้ว และไม่รับผิดชอบหากเกิดความเสียหายเกิดขึ้นนะครับ

117-AW2A5051

ระหว่างทางนั้นสภาพป่าจะสมบูรณ์มากครับ ตรงใกล้ๆจุดขึ้นจะมีจุดที่ให้เราลงไปเล่นน้ำได้ครับ

118-AW2A5056
119-AW2A5075

ใช้เวลาล่องแพทั้งสิ้นประมาณ 1 ชม. ครับ ก็ถือว่าโอเคนะครับ
เหมาะสำหรับคนที่อยากไปชื่นชมธรรมชาติกันครับ

หลังจากล่องแพเสร็จเราก็เดินทางกลับไปยังสนามบินนานาชาติภูเก็ต
เพื่อที่จะเดินทางกลับไปยังกรุงเทพฯ ก็เป็นอันจบทริปครับ
120-AW2A5086

เป็นยังไงบ้างครับ กับสถานที่ท่องเที่ยวในจังหวัดเล็กๆ แต่ที่เที่ยวไม่เล็กตาม อย่างจังหวัดพังงา
โดยทั่วไปแล้วคนส่วนมากมักจะมาเที่ยวทะเลกันในหน้าร้อน แต่ถ้าเป็นไปได้
ผมจะแนะนำว่า หน้าหนาวเอง ก็ถือว่าเป้นหน้าที่ ภูมิทัศน์ทางทะเลสวยงามมากๆเลยเช่นกันครับ
ที่สำคัญคนยังไม่เยอะเท่าไหร่ด้วยครับ โดยทั่วไปทะเลอันดามันจะเปิดหน้าท่องเที่ยวช่วงกลางเดือน ตุลาคม ครับ
แต่ว่าช่วงแรกๆนั้นอาจจะมีพายุฝนบ้าง ดังนั้นถ้าเอาชัวร์ ผมแนะนำว่า ตั้งแต่เดือน ธค. เป็นต้นไปครับเป็นช่วงที่เหมาะแก่การเที่ยวเป็นอย่างมากครับ
หากใครเบื่อๆกับการไปแย่งกินแย่งเที่ยวทางภาคเหนือในช่วงหน้าหนาวก็ขอเชิญเพื่อนๆมาเที่ยวทะเลพังงาแทนครับ

สำหรับวันนี้ผมขอลาไปแต่เพียงเท่านี้ครับ ขอบคุณสำหรับการติดตาม และสวัสดีครับ

Journey of Western Europe เส้นทางแห่งประวัติศาสตร์และอารยธรรม ตอนที่ 3 สเปน โตเลโด เซโกเบีย

0

Journey of Western Europe

Episode 2 Spain Part 1 Toledo Segovia

 

ความเดิมตอนที่แล้ว…
–> http://blog.one22.com/archives/13085
–> http://blog.one22.com/archives/13151

สวัสดีครับ หลังจากรีวิวคราวก่อนผมจบไว้ที่ประเทศโปรตุเกส
วันนี้เรามาต่อกันที่ประเทศสเปนกันครับ ซึ่งในทริปนี้จุดทเที่ยวส่วนมากของผมจะอยู่ที่สเปนนี่แหละครับ
ปล. แม้จำนวนวันจะน้อยกว่าที่ฝรั่งเศส แต่ที่ฝรั่งเศสจัดโปรแกรมพักผ่อนชิวๆครับ

ซึ่งที่สเปนหลังจากที่ผมได้มาแล้วถือว่าเป็นประเทศที่ผมชอบมากที่สุดประเทศหนึ่งในยุโรปเลยครับ
ชอบมากกว่าฝรั่งเศสเสียอีกครับ เพราะที่เที่ยวแต่ละที่ล้วนสวยงามและคงความขลังของประวัติศาสตร์และอารยธรรมไว้อย่างมากๆๆๆๆ เลยครับ
สำหรับตอนแรกผมจะพาไปเมืองที่อยู่ใกล้ๆ มาดริด ที่เป็นเมืองหลวงของประเทศสเปนครับ
นั่นก็คือเมืองโตเลโด และ เมืองเซโกเบีย ครับทั้งสองเมืองเป็นเมืองเก่าที่มีประวัติศาสตร์มาอย่างยาวนานเลยครับ

เอาหล่ะครับ ถ้าพร้อมแล้วไปรับชมพร้อมๆกันเลยคร้าบบบบ

00-Review-Cover

มุ่งหน้าสู่สเปน

เมื่อตอนที่แล้วผมจบที่การนั่งรถไฟจากเมืองลิสบอนเข้ามาที่สเปนครับ…
ซึ่งตอนจองผมโชคดีได้ตั๋วโปรโมชั่นราคาถูกค่ารถไฟนั่ง ราคาเพียง 1200 บาทเท่านั้นเองครับ
โดยรถไฟที่ผมนั่งมานั้นจะมาจอดที่สถานี Chamartin ครับ ซึ่งสถานีจะอยู่ทางเหนือของกรุงมาดริดครับ (เปรียบได้กับบางซื่อ หรือรังสิตของกรุงเทพฯครับ)
ซึ่งที่สถานีลงไปทางทิศใต้ประมาณ 8 กม. จะถึงย่านกลางเมือง (SOL) ครับ
และถ้าไปทางตะวันออกประมาณ 12 กม. ก็จะเป็นสนามบินครับ

01-map

โดยแพลนผมจะเป็นการไปเอารถที่สนามบินแล้วขับออกไปเที่ยวทางใต้ของประเทศก่อนแล้วค่อยวนมาเที่ยวมาดริดช่วงกลางๆ
ก่อนจะขับขึ้นเหนือไปบาเซโลน่าแล้วเข้าฝรั่งเศสครับ แต่ต้องบอกว่าคิดผิดไปหน่อยครับ
เพราะจริงๆแล้ว ควรเที่ยวมาดริดให้เรียบร้อยก่อน แล้วจึงค่อยไปเอารถครับ เนื่องจากค่าจอดรถในมาดริดแพงมากครับ
ผมพักอยู่กลางเมืองเป็น Hostel ที่ไม่มีที่จอดรถ ต้องไปจอดรถในที่จอดรถสาธารณะ เจอค่าจอดไปวันละ 31 EUR เกือบๆจะเท่าค่าโรงแรมที่มาดริดผมเลยครับ
แต่ทำอย่างไรได้ดันแพลนแบบนั้นมาเองครับ ดังนั้นก็เตือนเพื่อนๆนะครับ ว่ามาที่มาดริดควรเที่ยวในเมืองให้เรียบร้อยค่อยไปเอารถขับไปนอกเมืองครับ

กลับมาที่แผนของผมต่อหลังจากรถไฟมาลงที่สถานี Chamartin ผมก็จะต้องหารถไฟไปที่สนามบินครับ
ตอนแรกผมได้ข้อมูลมาจากเว็บนึงว่าถ้าเราจองรถไฟมามันจะออกตั๋วฟรีที่เชื่อมสนามบินกับสถานีรถไฟได้
http://www.accesrail.com/pdf/MAD-airport.pdf
แต่ผมลองทำแล้วมันไม่ได้ครับ เลยไม่แน่ใจว่ามันได้เฉพาะขามาจากสนามบินหรือเปล่าครับ

ซึ่งพอไม่ได้ตั๋วฟรี ก็เลยมีทางเลือกอยู่ 2 ทางในการไปยังสนามบินนั่นก็คือไปด้วยรถไฟ หรือรถไฟใต้ดินครับ
ซึ่งการไปด้วยรถไฟจะแพงกว่า 1-2 EUR ครับแต่สะดวกกว่าครับ เพราะคนไม่แน่นเท่าไหร่ ซึ่งผมไปถึงสเปนช่วง 9 โมงเช้าเลยเลือกที่จะใช้บริการรถไฟครับ
เพราะสะดวกและปลอดภัยกว่าการใช้รถไฟใต้ดินครับ

รับรถที่สนามบินมาดริด

สำหรับรถที่ผมจองรอบนี้ผมจองรถกับ Expedia ครับ
ซึ่งตอนจองมันจะขึ้นราคาพร้อมทั้ง Brand ของรถให้เราเลือกครับ ซึ่งแน่นอนผมเลือกถูกที่สุด ได้ของ Hertz มาครับ
ค่าเช่ารถ 19 วันราคาที่ 211 EUR แต่เจอค่า One Way Fee เนื่องจากเอารถไปคืนต่างประเทศที่ฝรั่เศส สูงถึง 360 EUR
เรียกว่าแพงกว่าค่ารถเสียอีก แต่จากการคำนวณหลายๆอย่างแล้ว ก็คุ้มกว่าที่จะต้องขับรถย้อนมาคืนที่ มาดริดครับ
อ้ออีกอย่างที่ราคาเช่ารถถูกเพราะผมเช่นรถเกียร์กระปุกด้วยนะครับ ถ้าเป็นเกียร์อัตโนมัติจะแพงกว่านะราว 1xx EUR ครับ

02-Car

สำหรับรถที่เช่าจาก Hertz ผมซื้อประกันจาก Expedia มาเลยครับ แต่เป็นประกันแบบมี Deduct นั่นคือถ้าเกิดอุบัติเหตุเราจะต้องจ่ายส่วนแรก
ซึ่งแบบที่ผมซื้อคือต้องจ่ายส่วนแรก $250 ครับโดยประกันจะคุ้มครองสูงสุดที่ $35,000 หรือประมาณ 1 ล้านบาทครับ
โดยค่าประกันอยู่ที่ประมาณ 7000 บาทใน 19 วันหรือตกวันละ 350 บาทโดยประมาณครับ

รถที่ได้มาตอนแรกเป็น Citron C4 Picasso คันใหญ่เลยครับ
ซึ่งสาเหตุการได้คันใหญ่ไม่ใช่ว่า Hertz ใจดีให้ upgrade อะไรแต่รถคันนี้เป็นรถทะเบียนฝรั่งเศสที่คนขับมาทิ้งไว้ที่นี่
เค้าเลยให้ผมขับไปคืนที่ฝรั่งเศสซะ… เอ๊ะ… แบบนี้จริงๆผมน่าจะต้องคิเค่าขับรถไปฝรั่งเศสให้เค้าใช่ม่ะ 5555

หลังจากรับรถเสร็จผมก็ขับรถมาที่โรงแรมเพื่อที่จะ Check in ครับ
โดยวันนี้ผมจองโรงแรมที่อยู่นอกเมืองมาไกลเลยครับ เพราะว่า 2 วันนี้ ผมจะเที่ยวเมืองที่อยู่ใกล้ๆ มาดริด
เพื่อไม่ให้มีปัญหาเรื่องรถติดก็เลยจองนอกเมืองนิดนึงครับ
ซึ่งผมจองที่ H2 Fuenlabrada อยู่ที่พิกัด 40.273752, -3.755315

ประมาณ 35 กิโลเมตรจากสนามบิน หรือประมาณ 20 กม. จากใจกลางเมือง SOL ครับ

03-map

แต่ปรากฎว่าตอนไปถึงผมยัง check in ไม่ได้ครับเนื่องจากเช้าเกินก็เลยใช้ห้องน้ำเพื่อล้างหน้าแปลงฟันเล้กน้อย
ก่อนจะขับยาวไปที่ Toledo เลยครับ

มุ่งหน้าสู่ Toledo

หลังจากจัดการภารกิจเสร็จแล้วผมก็เซต GPS ให้พาไปที่เมืองโตเลโดครับ ซึ่งอยู่ห่างจากโรงแรม H2 ไปประมาณ 60 กม.ครับ
ขับรถชิวๆประมาณ 1 ชม.ก็ถึงครับ
04-map

ตอนแรกผมยังไม่ได้ขับรถไปที่จุดเที่ยวครับ แต่ไปที่ส่วนของเขตธุรกิจก่อน เพราะจะแว๊บไปหาซิมมือถือครับ
แต่วันที่ผมไปเป็นวันอาทิตย์ร้านรวงต่างๆปิดหมดเลยครับ… วันแรกผมเลยยังต้องอยู่แบบไม่มีเนตให้ใช้ไปก่อนครับ

แต่ก็ไม่ได้เสียเที่ยวซะทีเดียวเพราะผมไปเจอร้านอาหารจีนครับ อยู่ตรงหัวมุมถนนนึงพิกัดอยู่ที่ 39.867053, -4.032783
เรียกว่าเหมือนสวรรค์มาโปรดครับเพราะ ตอนอยู่โปรตุเกสกินอาหารยุโรปจนเริ่มเบื่อแล้ว 5555
ปล. ผมมีเริ่มมีเทคนิคในการหาร้านอาหารจีนทีหลัง โดยการ search คำว่า Chinese Restaurant ใน google map ครับ
ส่วนใหญ่ร้านที่ขึ้นมาค่อนข้างตรงครับ แต่ให้ดูชื่อดีๆนะครับ ให้ชื่นแนวจีนๆนิดนึง เพราะบางครั้งอาจจะมีพลาดบ้างครับ แต่โดยทั่วไปแม่นอยู่ครับ

หลังจากทานข้าวเสร็จช่วงบ่ายก็เริ่มไปเดินเที่ยวในส่วนของเมืองเก่ากันครับ จากแผนที่นี้
05-map

จุดแรกที่ผม Point ไว้คือเขตเมืองใหม่ที่เป็นเขตครับจะเป็นร้านรวงต่างๆ
และส่วนที่เลย Avenue de la Cava มานั้นจะเป็นส่วนของเมืองเก่าทั้งหมดครับซึ่งจุดท่องเที่ยวส่วนมากก็จะอยู่ในโซนนี้หล่ะครับ
แต่บริเวณในนี้จะหาที่จอดรถยากหน่อยนะครับ ผมจะจอดรถแถว Puerta de Bisagra แล้วก็เดินเที่ยวเอาครับ

อ้อแล้วก็จุดสุดท้ายที่อยู่เลยออกไปอีกฝั่งแม่น้ำจะเป็นจุดชมวิวของเมืองครับ ซึ่งมีรถสาธารณะบริการครับ
แต่ผมขับรถไปซึ่งแถวนั้นก็จะมีที่จอดรถเช่นกันครับ

นครแห่งประวัติศาสตร์โตเลโด

โตเลโดนั้นถือเป็นเมืองที่เต็มไปด้วยประวัติศาสตร์อย่างมากมายครับ
ซึ่งเมืองนี้ปัจจุบันได้รับการประกาศให้เป็นมรดกโลกตั้งแต่ปี 1986 ครับ
เมืองโตเลโดนั้นเป็นเมืองที่ตั้งอยู่ในชัยภูมิที่ดีจากรูปจะเห็นว่าพระราชวังอยู่บนเขาสูงที่มีแม่น้ำล้อมรอบเขานั้นครับ
นั่นแปลว่าในสมัยก่อนการที่ข้าศึกจะบุกเมืองแห่งนี้ก็เป็นไปด้วยความยากลำบากมากครับ ครั้งหนึ่งเมืองแห่งนี้เคยเป็นเมืองหลวงของจักรวรรดิสเปนครับ
06-0229_Spain

โตเลโดเป็นเมืองหลวงสเปนโบราณมานานจนกระทั่งชาวมัวร์ (ชาวมุสลิมจากแอฟริกาเหนือ) ได้เข้ามายึดครองคาบสมุทรไอบีเรียเมื่อต้นคริสต์ศตวรรษที่ 8
ทำให้โตเลโดเองนั้นเป็นเมืองที่มีอารยาธรรมผสมผสานจาก 3 เชื้อชาติคือ คริสต์ มัวร์ และ ยิวครับ
ซึ่งด้วยความที่โตเลโดเองนั้นมีการทำสงครามในการแย่งชิงแผ่นดินบ่อย ที่นี่จึงมีความเชี่ยวชาญในด้านการทำอาวุธ
ซึ่งปัจจุบันเหล่าอาวุธพวกนี้ก็ได้กลายมาเป็นสัญลักษณ์ในการทำของฝากของเมืองครับ

จากภาพข้างล่างจะเห็นว่าพระราชวังอยู่ที่จุดสูงสุดของภูเขา
ดังนั้นคนที่อยู่ในพระราชวังแห่งนี้จะสามารถมองเห็นข้าศึกได้แต่ไกล ทีเดียวครับ
07-0214_Spain

ปัจจุบันที่โตเลโดในส่วนของเมืองเก่าก็ยังคงมีการอนุรักษ์เอาไว้ และได้แปลสภาพเป็นแห่งท่องเที่ยวไปแล้วครับ
ณ ปี 2012 เมืองโตเลโดมีประชากรอยู่ราว 84000 คนครับ ด้วยความที่ว่าโตเลโดเป็นเมืองเก่าที่อยู่กันมานานจึงไม่มีการสร้างผังเมืองในส่วนของเมืองเก่าที่ดี
การเดินเที่ยวในเมืองจึงหลงทางได้ง่ายมากครับ จนมีบางเว็บไซต์แนะนำว่าการเที่ยวในโตเลโดคือการ Get Lost หรือให้เดินหลงทางซะ 555

ปล. ภาพทั้งสองภาพถ่ายมาจากจุดชมวิวของเมืองโตเลโดครับ พิกัดอยู่ที่ N39°51.02958 W004°1.3476

ประตูเมืองโตเลโด Puerta de Bisagra

ด้วยความที่ว่าโตเลโดเป็นเมืองเก่าที่เคยเป็นป้อมปราการมาก่อน ดังนั้นจึงยังมีเหลือซากของกำแพงเมืองอยู่
ซึ่งประตูเมืองนี้ก็เป็นส่วนหนึ่งของซากอารยธรรมนั้นครับ
การมาเที่ยวที่นี่ผมแนะนำให้มาช่วง เช้านะครับ เพราะจะได้ภาพตามแสงที่สวยงามครับครับ
08-0039_Spain
09-0040_Spain

ปัจจุบันบริเวณโดยรอบประตูเมืองกลายเป็นถนนไปหมดหล่ะครับ
10-0045_Spain

เลยจากส่วนประตูมาจะเป็นทางขึ้นเขาครับ ซึ่งก็จะมีร้านรวงเต็มไปหมดครับ
ขึ้นมาไม่ไกลก็จะเจอกับ Mosque of Cristo de la luz ซึ่งเป็น Mosque
หรือมัสยิดที่สร้างขึ้นในสมัยที่ชาวมัวร์ยังคงเรืองอำนาจ
ปัจจุบันเป็นมัสยิดที่เหลืออยู่หนึ่งในสิบแห่งของเมืองแห่งนี้ครับ และได้ใีการแปลงมาเป็นโบสถ์คริสต์ครับ
แต่ผมไม่ได้เข้าไปชมข้างในนะครับ
Toledo mosque Spain

จากทางเข้า Mosque of Cristo de la luz ใกล้ๆกันจะเป็นริมเขาที่มองลงไปเห็นวิวเมือง Toledo ครับผมเลยไปถ่ายรูปมานิดหน่อยครับ
Toledo Cityscape Spain

Panorama of Toledo Spain

มหาวิหารโตเลโด Toledo Cathedral

มหาวิหารโตเลโดนั้นเป็นวิหารสไตล์โรมันคาทอลิค สร้างมาตั้งแต่สมัยคริสต์ศตวรรษที่ 13 ครับ
ในยุคการปกครองของฟอร์ดินานด์ที่สาม โดยสร้างมาเสร็จในช่วงปี 1493 ครับ
มหาวิหารที่โจเลโดนั้นเป็นมหาวิหารที่ใหญ่เป็นอันดับ 2 ของสเปน รองจากวิหารเมืองเซบีญ่าครับ
ถ้ามีเวลาแนะนำให้เข้าไปชมภายในด้วยนะครับ เค้าว่ากันว่าสวยงามมากครับ แต่ตอนผมไปผมเหนื่อยมากครับ
เพราะเที่ยวตะลอนๆที่โปรตุเกสมาหนึ่งอาทิตย์เต็มๆ และคืนก่อนหน้าก็น่งรถไฟข้ามประเทศมาทั้งคืนครับ (เอาจริงๆไม่ได้ทำการบ้านมาด้วยว่าที่นี่สวย 555)

ผมเลยนั่ง(หลับ)เล่นอยู่ที่หน้าโบสถ์ครับ 55
แต่อย่างที่ผมบอกข้างต้นนะครับว่าเมืองนี้เป็นเมืองเก่าครับ ซึ่งผังเมืองไม่ดี
ดังนั้นโบสถ์ที่นี่จะตั้งอยู่กลางเมือง และมีตึกรามบ้านช่องล้อมอยู่เต็มไปหมดครับ ซึ่งจะหามุมถ่ายโบสถ์แบบเต็มๆได้ยากหน่อยครับ
แถมวันที่ผมไปมีตั้งเวทีอะไรซักอย่างเลยยิ่งไม่มีพื้นที่ถ่ายรูปเข้าไปใหมญ่เลยครับ
14-0060_Spain

15-0053_Spain

16-0054_Spain

The Alcázar of Toledo

Alcazar of Toledo หรืออดีตพระราชวังของโทเลโด อยู่บนจุดสูงสุดของเมือง
ปัจจุบันมันที่นี่เป็นพิพิธภัณฑ์ด้านการสงคราม การทหาร และประวัติศาสตร์ของชาติสเปนครับ
โดยใช้ชื่อว่า Museo Del Ejercito ค่าตั๋ว 5 ยูโร เปิดทุกวันยกเว้นวันพุธ โดยเปิด 10.00-17.00 ครับ
ตอนที่ผมไปถึงเลย 5 โมงเย็นไปแล้วเลยไม่ได้เข้าไปชมข้างในครับ ที่นี่ถ้ามีเวลาควรเพื่อเวลาไว้ซัก 1-2 ชม. ในการเดินชมนะครับ
17-0066_Spain

เนื่องจากมันปิดไปแล้วผมเลยไปเดินเล่นที่สวนแถวนั้นแทนครับ
จากจุดนี้เห็นวิวไปไกลเลยครับ เพราะว่าเป็นที่สูงครับ
ฝั่งตรงข้ามที่มองไปเป็นโรงเรียนทหารของโตเลโดครับ
18-0080_Spain

จากนั้นผมเดินวนลงมาทาง Museo De Santa Cruz
ซึ่งผมไม่ได้อีเช่นกันครับ แต่ตรงนี้มีมุมให้ถ่ายรูปเมืองเล่นได้ครับ
19-0111_Spain

Toledo View Point

หลังจากเดินเล่นที่ในส่วนของเมืองเก่าเสร็จแล้วผมก็เตรียมที่จะไปถ่ายภาพที่จุดชมวิวหล่ะครับ
แต่ช่วงที่ผมไปกว่าฟ้าจะมืดก็ประมาณ 3 ทุ่มครับ พวกผมเลยขับรถไปในส่วนเขตเมืองใหม่พ่หาอะไรทานกันก่อนครับ
ตอนแรกว่าจะไปทานอาหารจีนที่ร้านเดิม แต่ปรากฎว่าร้านปิดจ้า….

ที่สเปนร้านอาหารส่วนมากจะเปิดเป็นช่วงเวลาครับ
คือเปิดมื้อกลางวันราวๆ 12:00 – 15:00 จากนั้นจะปิดร้านครับ ปิดแบบจริงจังดึงเหล็กดัดมาปิดเลยครับ
แล้วจะมาเปิดอีกทีประมาณ 19:00 หรือบางร้านอาจจะเปิด 20:00 ครับซึ่งผมไม่ทราบ ก็ไปเข้าใจว่าวันนี้วันอาทิตย์
เลยเปิดแค่ครึ่งวันอะไรอย่างนั้น สรุปวันนั้นผมไปกิน Kebab แทนครับ
พอกอนเสร็จเดินมาถึง ร้านเปิดจ้า… หึหึ

เอาหล่ะครับ ไม่บ่นแระ… กลับไปจุดชมวิวกันดีกว่า
ที่จุดชมวิวตอนแรกก่อนไปผมเห็นว่าเป็นภนนริมหน้าผาก็นึกว่าจะเงียบและเปลี่ยวครับ แต่ที่ไหนได้
ตรงจุดชมวิวเค้าทำเป็นจุดชมวิวแบบจริงจัง คือมีร้านค้ามีป้าย ครบเลยสบายใจโลด อิอิ
สำหรับพิกัดจุดชมวิวก็ตามนี้เลยครับ N39°51.02958 W004°1.3476

วันที่ไปผมถือว่าโชคดีมากเลยครับ ตอนเย็นท้องฟ้ามีเมฆนิดๆ แล้วตอนพระอาทิตย์ตกก็ฟ้าระเบิดอย่างสวยงามเลยครับ
เรียกว่าถ่ายรูปกันมันส์มือเลยครับ

20-0175_Spain

21-0216_Spain

22-0199_Spain

พระอาทิตย์กำลังจะตกหล่ะครับ ซึ่งก็สวนกับย้านเรือนและพระราชวังที่เริ่มเปิดไฟขึ้นมาครับ
ช่วงนี้เป็นช่วงที่ผมฟินกับบรรยากาศมากเลยครับ
23-0251_Spain

24-0269_Spain

ภาพอาจจะมุมใกล้ๆเดิมครับ เนื่องจากผมตั้งกล้องอีกตัวหนึ่งเพื่อถ่าย Day to Night Timelpase ไปด้วยครับ
เลยต้องเฝ้ากล้องครับไปไหนไกลไม่ได้ครับ แต่ Clip ที่ได้มาก็คุ้มเหลือหลายครับ
ปล. ผมไม่สามารถโพสคลิปนี้ได้ด้วยเหตุผลด้านสัญญาบางอย่างครับ ผมขอเอารูปมาให้ดูแทนนะครับ

25-IMG_0013

26-0284_Spain
ภาพนี้เป็นภาพสุดท้ายที่ผมถ่ายมาครับ ตอนแรกอยากรอจนฟ้ามืดครับ แต่น่าเสียดายที่รอไม่ทันครับ
เพราะกว่าฟ้าจะมืดสนิทจริงๆก็ราวๆ 5 ทุ่มกว่าครับ ซึ่งดึกเกินไปหน่อยเนื่องจากผมต้องขับรถย้อนกลับมาที่มาดริดอีกกว่า 1 ชม.ครับ เลยต้องทำใจครับ

มุ้งหน้าสู่เมืองเซโกเบีย (Segovia)

วันต่อมาผมมีโรปแกรมไปเที่ยวที่เมืองเซโกเบียครับ โดยจะแวะไปที่ปราสาทเมนโดซ่าก่อนครับ
แต่วันนี้ผมต้องแวะไปเปลี่ยนรถที่สนามบินก่อน เนื่องจากเจ้า C4-Picasso ที่ผมได้มาเมื่อวานดันมีปัญหาครับ
คือถ้าผมจอดรถเกินกว่า ครึ่งชม. รีโมทกุญแจ และระบบไฟฟ้าทั้งหมดของรถจะใช้งานไม่ได้ครับ
ต้องไขรถด้วยกุญแจ สตาร์ทรถ ซักพักระบบไฟฟ้าจึงกลับมาใช้ได้ ซึ่งเดาว่าคงมีปัญหาเกี่ยวกับแบต (มั๊ง) ครับ
ซึ่งผมก็กลัวจะไปมีปัญหาตอนอยู่นอดเมืองไกลๆ เลยยอมขับย้อนไปที่สนามบินเพื่อเปลี่ยนรถครับ ซึ่งที่ Hertz ก็ให้บริการอย่างดีครับ
เปลี่ยนรถคันใหม่ให้อย่างไม่มีอิดออดเลยครับ

แต่รถคันใหม่ที่ได้มาเลยกลับมาเป็นรถคันเล็ก Size Compact ตามที่ผมจองไปครับ
เป็นรถยี่ห้อ Renault ซึ่งเป็นยี่ห้อฝรั่งเศสครับ เป็นรถดีเซลประหยัดน้ำมันมากครับ ผมวิ่งเฉลี่ยอยู่ที่ 25-30 กม./ลิตร ครับ
รถที่ผมได้มานั้นเป็นรถที่ถูกขับมาจากเยอรมันครับ ซึ่งฝรั่งเศสก็อยู่ตรงกลางระหว่าง สเปน และเยอรมัน
นั่นก็คือเหมือนผมขับรถไปคืนให้เค้าครึ่งทางนั่นหล่ะครับ 555

สำหรับเมืองเซโกเบียจะอยู่ห่างจากกรุงมาดริดไปประมาณ 80 กม.ทางทิศตะวันตกเฉียงเหนือครับ
ถนนที่ไปนั้นเป็น Highway ตลอดทางครับซึ่งแน่นอนค่าทางด่วนอ๊วกครับ
แต่ตอนไปผมใช้อีกเส้นทางนึง คือแวะไปที่เมือง…… ก่อนเพื่อแวะไปเยี่ยมชม ปราสาทเมนโดซ่าครับ
แล้วค่อยไปที่เซโกเบีย แต่ถ้าไปทางนี้ ทางที่ GPS นำไปจะต้องขับทะลุเขาในช่วง เมนโดซ่า – เซโกเบียครับ
แต่ถ้าดูจาก google map มันจะพามาทาง highway ครับ

27-Map

Castle of los Mendoza

พิกัด GPS N40°43.61922 W003°51.73302

ปราสาทเมนโดซ่า เป็นป้อมปราการที่สร้างมาตั้งแต่สมัยปี 1475
ซึ่งถือว่าเป็นหนึ่งในปราสาทที่ได้รับการอนุรักษ์ไว้ดีที่สุดในสเปนครับ
ปัจจุบันปราสาทได้กลายเป็นพิพทธภัณฑ์เกี่ยวกับปราสาทต่างๆในสเปน
และเป็นที่เก็บพรมแบบแขวนที่ใช้ประดับตามฝาผนังครับ
แต่วันที่ผมไปเป็นวันจันทร์ครับ ซึ่งพิพิทธภัณฑ์จะปิดครับ แต่ก็ไม่คิดมากครับ เพราะผมกะไปถ่ายภาพจากภายนอกเป็นหลักอยู่แล้วครับ ถ้าใครมีโอกาสไปอย่าลืมเอารูปมาฝากกันบ้างนะครับ

28-0288_Spain

29-0294_Spain

เนื่องด้วยมีเวลาเหลือเยอะเนื่องจากปราสาทปิดผมเลยได้เดินเล่นสำรวจบ้านเมืองเค้าครับ ถือว่าค่อนข้างเงียบๆครับ
สภาพบ้านเมืองที่นี่ยังเป็นสถาปัตยกรรมแบบดั้งเดิมของสเปนครับ
30-0303_Spain

Segovia

หลังจากเดินเล่นรอบๆปราสาทเมนโดซ่าเสร็จผมก็ขับรถไปที่เมืองเซโกเบียครับ
อย่างแรกที่ทำก่อนเลยคือ กินครับ 5555 ซึ่งตอนขับรถในเมืองก็เจอร้านอาหารจีนพอดีครับ
เลยแวะซะเลย พิกัดอยู่ที่ 40.939604, -4.115704 ครับสามารถหาที่จอดรถแถวๆนี้ได้ครับ

หลังจากทานข้าวเสร็จตอนแรกผมขับเข้าเมืองไปเพื่อจะซื้อซิมมือถือครับ
แต่ว่าร้านปิดจ้า…..

ที่สเปนมีวัฒนธรรมอย่างหนึ่งคือการ นอนกลางวันครับ
ร้านรวงหลายๆร้าน จะปิดช่วง 14:00 – 17:00 ครับ ดังนั้นจะหาซื้ออะไรในสเปนเลี่ยงช่วงนี้ด้วยนะครับ
ปล. ตอนผมอยู่สเปนผมก็ดูจะซึมซับวัฒนธรรมได้เป็นอย่างดีครับ เพราะบ่าย 2 ทีไรง่วงนอนทุกทีซินะ 5555

เซโกเบียปัจจุบันมีประชากรในเขตเทศบาลราวๆเกือบๆ 60,000 คนครับ
เซโกเบียถือเป็นจุดยุทะศาสตร์ในทางทหารจุดหนึ่งครับ
มีการสร้างป้อมปราการ และพระราชวัง ในจุดบรรจบของแม่น้ำสองสายคือ
แม่น้ำเอเรสมา (Eresma) กับแม่น้ำกลาโมเรส (Clamores)

พระราชวังหรือ Alcazar ที่นี่ถือเป็นสิ่งปลูกสร้างที่มีทรวดทรงที่สวยงามคล้ายเรือ
และว่ากันว่าเป็นต้นแบบของปราสาทดิสนีย์ครับ
31-1-0426_Spain

Vera Cruz Church

จากนั้นผมเลยวนไปที่ Vera Cruz Church ก่อนครับ
พิกัด N40°57.33852 W004°7.94472
โบสถ์แห่งนี้เป็นโบสถ์เก่ามากครับ สร้างตั้งแต่ปี 1208 โดยอัศวินเทมพลาร์
คุ้นๆชื่อมั๊ยครับ ผมเคยพูดถึงอัศวินเทมพลาร์ตอนพาเที่ยวโทมาร์ที่โปรตุเกสในตอนที่แล้วครับ

ลักษณธของโบสถ์นี้เป็นอาคาร 12 เหลี่ยมโดยมีหอคอยอยู่ทางด้านทิศใต้ครับ
ซึ่งมีต้นแบบมาจาก Church of the Holy Sepulchre ในเมืองเยรูซาเลมนั่นเองครับ
31-0315_Spain

แต่จริงๆแล้วผมมาที่นี่ไม่ได้กะจะมาเยี่ยมชมดบสถ์หรอกครับ แต่ต้องการมาเพื่อถ่ายภาพ Alcazar ครับ
จุดนี้เป็นจุดชมวิว Alcazar ที่สวยจุดหนึ่งเลยครับ แต่ๆๆๆๆ ควรมาช่วงเช้านะครับ
ผมมาช่วงบ่ายย้อนแสงไปเรียบร้อยครับ

32-0326_Spain-Pano

Alcazar of Segovia

พิกัด GPS N40°57.15456 W004°7.95354

จากนั้นผมก็เลยไปเดินเล่นภายในพระราชวังเซโกเบียหรือ Alcazar of Segovia ครับ
ซึ่งที่นี่ก็จะเหมือนกับที่โตเลโดคือตัวพระราชวังจะอยู่ในจุดสูงสุดของเมืองครับ ซึ่งบริเวณพระราชวังจะมีที่จอดรถไม่มากนะครับ ผมต้องจอดกลางๆเมืองแล้วเดินขึ้นมาครับ

ที่พระราชวังเปิดให้เข้าชมเวลา 10:00-19:00 นะครับ
พระราชวังแห่งนี้คล้ายกับพระราชวังหลายๆแห่งในสเปนครับ คือแรกเดิมทีถูกสร้างขึ้นมาในช่วงชาวมัวร์ครอบครองพื้นที่ครับ
และถูกปรับปรุงเปลี่ยนแปลงในช่วงที่ชาวคริสเตียนเข้ามาครอบครองในราวปี 11xx ครับ
ภาพนี้เป็นภาพจากบริเวณหน้าพระราชวังครับ มองไปเห็น มหาวิหารเซโกเบียครับ
33-1-0342_Spain

และนี่เป็นอนุเสาวรีย์อะไรซักอย่างที่อยู่หน้าพระราชวังครับ
33-2-0392_Spain

ภายในพระราชวังนั้นก็จะเป็นห้องต่างๆ ของพระราชวังให้เดินชมครับ รวมไปึงพวกที่เกี่ยวกับการสงครามครับ
เพราะคาบสมุทรแห่งนี้ในอดีตถือเป็นดินแดนที่มีการแย่งชิงอำนาจและมีการเปลี่ยนมือมาหลายครั้งครับ
34-0352_Spain

35-0361_Spain

36-0354_Spain

ลักษณะสถาปัตยกรรมยังคงกลิ่นอายจากทางอาหรับหรือจากชาวแขกมัวร์ครับ
37-0365_Spain

ห้องนี้ถ้าจำไม่ผิดจะเป็นห้องประทับของพระราชาครับ
38-0367_Spain

ห้องอื่นๆ ครับลองชมกันดูครับ
39-0375_Spain

40-0382_Spain

ภาพจากหน้าต่างภายในพระราชวังครับมองไปเห็นโบสถ์ Vera Cruz ด้วยครับ
41-0372_Spain

ในปราสาทสามารถเดินออกมาภายนอกได้ด้วยครับ
42-0388_Spain

หลังจากเดินเล่นในพระราชวังเสร็จผมก็ขับรถชิวๆริมแม่น้ำหาจุดถ่ายรูปครับพอได้มา 2-3 จุดครับ
อันนี้ถ่ายจากพิกัด 40.952865, -4.134145

43-0396_Spain

44-0408_Spain-Pano

ส่วนอีกจุดหนึ่งเป็นสวนสาธารณะครับ
พิกัดอยู่ที่ 40.954123, -4.134258

45-0437_Spain

46-0452_Spain

การจอดรถในยุโรปและ Ticket

หลังจากผมถ่ายรูป Alcazar จนจุใจแล้วผมขับรถเข้าไปที่ตัวเมือง เพื่อไปหาซิมครับ
จากนั้นผมก็จอดรถที่นึง ซึ่งตอนที่ผมลงไปผมพยายามมองหาตู้หยอดเงิน แต่หาไม่เจอครับ
ก็เลยพลอยเข้าใจไปว่าตรงนั้นจอดได้ฟรีครับ (ที่โปรตุเกสที่จอดรถจะมีตู้หยอดเงินค่าจอดถี่มากครับ)
จากนั้นผมก็เข้าไปซื้อซิม ซึ่งใช้เวลาไปประมาณ ชม.นึงครับ

ปรากฏว่าได้เรื่องเลยครับ ออกมาเจอ Ticket เป็นที่เรียบร้อยครับค่าปรับเจอไป 80 EUR ครับ
แบบว่าแอบอึ๊งครับ แต่ก็ต้องทำใจเพราะผมไม่ได้ไปหยอดตู้จริงๆ ซึ่งผมไปเจอว่า
ตู้หยอดมันไปอยู่หัวถนนซึ่งไกลไปจากจุดที่ผมจอดรถราวๆ 150 เมตรนู่นหล่ะครับ

เรียกว่าโดนไปทีทำเอาเซ็งไม่อยากเที่ยวต่อเลยทีเดียวครับ
ตอนนั้นก็พยายามหาข้อมูลนะครับ.. ว่าจะต้องไปจ่ายค่าปรับอย่างไร
เท่าที่หาข้อมูลได้ยิ่งไปจ่ายเร็วจะได้รับส่วนลดซึ่งอาจจะมากถึง 30% เลย
ซึ่งมันมีเว็บที่มีคนให้ข้อมูลมา แต่ทุกอย่างเป็นภาษาสเปนครับเลยไม่สามารถไปจ่ายได้ครับ

ตอนนั้นก็เลยพยายามไปหาตำรวจครับ ซึ่งตำรวจหลายคนก็พูดอังกฤษไม่ได้ซะด้วยครับ
แต่หลังจากเจอคนที่พอพูดได้ เค้าก็บอกว่า

1. ตำรวจไม่ได้เป็นคนออกใบสั่ง แต่เป็นประมาณเทศกิจ (ที่ยุโรปเค้าให้เอกชนเป็นผู้ออกใบสั่งนะครับ ประมาณว่ากระจายงานไม่สำคัญออกไป)
2. ตำรวจคนแรกบอกว่า ถ้าเป็นเค้าได้ใบสั่ง เค้าจะไม่สนใจและขยำททิ้งไปเลย พร้อมกับบอกว่าคนประเทศเค้าไม่สนใจหรอก

คือได้ฟังแบบนี้ผมก็อึ้งครับ… ว่าเฮ้ย ประเทศนี้มันทำอย่างนี้กันเลยเหรอ… ซึ่งผมก็ไม่สบายใจอยู่ดี

ตอนนั้นผมลองหาข้อมูลเพิ่มก็พอทราบว่าถ้าสุดท้ายเราไม่จ่าย และทางเทศกิจเรียกเก็บไปที่บริษัทรถเช่าเค้จะชาร์จผ่านบัตรเครดิตเรามาอีกทีครับ
แต่ประเด็นคือบริษัทรถเช่าเค้าจะชาร์จค่าดำเนินการเพิ่มด้วย เคสนึงเคยเจอไป 150 EUR ครับซึ่งผมก็ไม่อยากเจอแบบนั้น
เลยพยายามหาทางจ่าย โดยลองขับรถไปที่ สถานีตำรวตดูครับ ปรากฎว่าทุกคนบอกเหมือนตำรวจนายแรกที่บอกผมครับว่า

..Don’t Care, Let’s fun with your trip.

และก็บอกมาอีกว่าที่สเปนการดำเนินการคือจะมีการรวบรวมข้อมูลส่งไปที่ส่วนกลางที่มาดริดใช้เวลาประมาณ 1-2 เดือน
จากนั้นจึงหาข้อมูลเราส่งไปรษณีย์แจ้ง ซึ่งปานนั้นคุณก็กลับประทศไปแล้ว ดังนั้นอย่างได้ใส่ใจ ขย้ำทิ้งแล้วไปเที่ยวต่อได้เลย
(ตรงนี้ผมเข้าใจว่าส่วนหนึ่งเพราะรถที่ผมขับเป็นทะเบียนจากเยอรมันด้วยครับ)

สุดท้ายเมื่อหาที่จ่ายเงินไม่ได้ผมจึงทำใจสบายๆแบบที่คุณตำรวจว่าครับแล้วไปเที่ยวต่อ
โดยตอนที่ผมไปคืนรถผมได้แจ้งทางบริษัทไว้ เค้าก็บอกว่าถ้ามันมีการส่ง ticket มาจริงเค้าจะเรียกเก็บเงินไปเอง
ซึ่งปัจจุบันนี้ผมกลับมาแล้วครึ่งปีก็ยังไม่มีการเรียกเก็บใบสั่งใบนี้มาแต่อย่างใดครับ

อ้อเพื่อเป็นการให้เพื่อนๆไม่ต้องว้าวุ่นในเรื่องจะโดนใบสั่งนะครับ เท่าที่ผมหาข้อมูลมา
ปกติจุดที่จอดรถจะมีการตีกรอบให้จอดรถได้ครับ ซึ่งถ้ากรอบเป็นสีฟ้า (หมายถึงจุดนั้นจะต้องจ่ายค่าจอดครับ)
แต่ถ้ากรอบเป็นสีขาว หรือไม่มีกรอบ แปลว่าตรงนั้นจอดฟรีครับ
ลองดูข้อมูลคร่าวๆจากเว็บนี้ได้ครับเป็นกฎของที่อิตาลี แต่โดยรวมก็ใกล้เคียงกันครับ
http://www.slowtrav.com/italy/driving/parking.htm

ท่อส่งน้ำโบราณ (ancient aqueduct)

หลังจากเคีลยร์เรื่อง ticket เป็นที่เรียบร้อยผมก็พาร่างตัวเองไปเที่ยวที่สะพานส่งน้ำโบราณของเมืองเซโกเบียครับ
ซึ่งท่อส่งน้ำแห่งนี้มีการสร้างมาตั้งแต่สมัยโนมันแล้วครับ โดยสะพานแห่งนี้สร้างเพื่อการลำเลียงน้ำจากแม่น้ำฟรีโอที่อยู่ไกลจากตัวเมืองไปถึง 18 กม.
โดยจุดที่จะเข้าตัวเมืองนั้นจะเป็นจุดที่ยกตัวสูงจากพื้นดินดังที่เห็นในรูปครับ

aqueduct Segovia Spain

อันนี้เป็นภาพอีกมุมหนึ่งครับ
48-0487_Spain

ภาพอาจจะมีไม่มากนะครับ เพราะตอนนั้นจิตใจไม่ค่อยอยู่กะร่องกะรอยเท่าไหร่จากการโดน Ticket มาครับ 5555
หลังจากเที่ยวที่นี่เสร็จผมก็กลับไปทานข้าวที่ร้านเดิมเมื่อตอนกลางวันครับ
ซึ่งวันนี้ผมไม่ได้อยู่ถ่ายภาพช่วงค่ำเนื่องจากวันรุ่งขึ้นผมต้องขับรถไปที่เมือง เซบีย่า ซึ่งต้องขับจากมาดริดไปราวๆ 600 กม.ครับ
กลังจะไม่ไหวครับ ก็เลยขับรถกลับไปที่ที่พักไปพักผ่อนดีกว่าครับ..

to be continue

สำหรับตอนแรกของการท่องเที่ยวในสเปนก็คงจงลงเพียงเท่านี้ครับ
เป็นยังไงกันบ้างครับ หวังว่าคงถูกใจเพื่อนๆกันนะครับ
สำหรับตอนหน้าผมจะพาเพื่อนๆลงไปเที่ยวทางใต้ครับ

ซึ่งทางใต้นั้นเป็นส่วนที่ใกล้กับทางทวีปแอฟริกา
จึงเป็นส่วนที่ได้รับอิทธิพลจากทางแขกมัวร์มาค่อนข้างมากเลยครับ
สถาปัตยกรรมต่างๆจะแปลกตาไปจากเดิมมากทีเดียวครับ

แล้วรอติดตามชมกันนะครับ สำหรับวันนี้ผมขอลาไปเพียงเท่านี้ครับ
ขอบคุณที่ติดตามชมและสวัสดีครับ 🙂

พาลูกเที่ยว: บ้านนพวงศ์ ด้วยรักและคุณค่าแบบไทย ที่งดงาม

0
เสาชิงช้า,บ้านนพวงศ์,พาลูกพัก,พาลูกเที่ยว,โรงแรมบูติกกรุงเทพฯ,Boutique Hotel Bangkok,ที่พักโรแมนติก,ที่พักบ้านโบราณ,บูทีคโฮเท็ล,ที่พักย่านราชดำเนิน,ที่กินย่านกรุงเก่า,ที่กินย่านราชดำเนิน,ใส่บาตรวัดบวรนิเวศ

บ้านนพวงศ์,พาลูกพัก,พาลูกเที่ยว,โรงแรมบูติกกรุงเทพฯ,Boutique Hotel Bangkok,ที่พักโรแมนติก,ที่พักบ้านโบราณ,บูทีคโฮเท็ล,ที่พักย่านราชดำเนิน

มาถึงโรงแรมสุดท้ายในโครงการ Thailand Boutique Awards 2014-2015 ไปมาแล้วทั้ง เหนือ และทะเลตะวันออก วันนี้ขอมาปิดท้ายกันที่ โรงแรม เอ…หรือจะเรียกว่าบ้านก็ได้นะครับ เพราะที่นี่สร้างขึ้นมาด้วยใจรักที่อยากจะอนุรักษ์บ้านของคุณปู่เอาไว้ ทำให้เรายังได้เห็นบ้านอายุมากกว่า 100 ขวบปี อย่าง “บ้านนพวงศ์” เป็นแบบที่เห็นในวันนี้ ถือเป็นที่พักอีกที่ๆเซอร์ไพรส์ผมสุดแล้วในบรรดาทุกที่ๆไปมา เพราะเป็นโรงแรมที่อยู่ในย่านกรุงเก่า แถมอยู่ในใจกลางเมืองระดับผ่านร้อนผ่านหนาวเหตุการณ์สำคัญๆของบ้านเรามาตลอด จะเป็นที่ไหนยังไงหลังบรรทัดนี้เรามาย้อนวันเวลากลับไปพร้อมๆกันดีกว่านะครับ ตามผมมาเลย

พาลูกเที่ยว:Le Vimarn Cottage and Spa เลิฟ โรแมนติก สุขใจในพายุ

0
Le Vimarn Cottage and Spa เลิฟ โรแมนติก สุขใจในพายุ

พาลูกเที่ยวรีสอร์ท,โรแมนติก,Le Vimarn Samed,เลอวิมานเสม็ด,ที่พักโรแมนติกเสม็ด,ที่พักเสม็ด,เสม็ดวิลล่า,ทะเลระยอง,หาดพร้าว,เสม็ดเสร็จทุกราย

19.00 น.
เสียงลม และเสียงฟ้าคำรามไกลออกไปในทะเล ชวนให้ผมหวั่นๆระหว่างที่กำลังขะมักเขม้น เก็บภาพริมทะเลอยู่ในเวลานี้

พาลูกเที่ยวรีสอร์ท,โรแมนติก,Le Vimarn Samed,เลอวิมานเสม็ด,ที่พักโรแมนติกเสม็ด,ที่พักเสม็ด,เสม็ดวิลล่า,ทะเลระยอง,หาดพร้าว,เสม็ดเสร็จทุกราย

ผมเร่งฝีเท้าก้าวต่อไปยังบริเวณสระน้ำ ของรีสอร์ทที่มาถึงเมื่อตอน กลางวัน ถูกแล้วครับตอนนี้ผมกำลังอยู่ในรีสอร์ทสุดเลิศที่สุดแห่งนึงบนเกาะเสม็ด ที่นี่คือ Le Vimarn Samed  ช่วงเวลานี้แม้ฝนฟ้าจะไม่เป็นดั่งใจ แต่แสงไฟจากสระน้ำตัดกับแสงที่ขอบฟ้าช่างมีเสน่ห์ และดึงผมจากความกังวลทุกอย่าง ไปที่รีสอร์ทที่โรแมนติกมากๆกว่าที่ผมคิดเอาไว้

พาลูกเที่ยวรีสอร์ท,โรแมนติก,Le Vimarn Samed,เลอวิมานเสม็ด,ที่พักโรแมนติกเสม็ด,ที่พักเสม็ด,เสม็ดวิลล่า,ทะเลระยอง,หาดพร้าว,เสม็ดเสร็จทุกราย

แสงไฟจากบริเวณต้อนรับของรีสอร์ท ตัดกลับท้องฟ้าที่พายุหน้าฝนกำลังพัดเข้ามา แต่ก็ไม่ได้ทำให้แสงที่จัดวางในตำแหน่งต่างๆสวยงามมาก ดูสวยน้อยลง

พาลูกเที่ยวรีสอร์ท,โรแมนติก,Le Vimarn Samed,เลอวิมานเสม็ด,ที่พักโรแมนติกเสม็ด,ที่พักเสม็ด,เสม็ดวิลล่า,ทะเลระยอง,หาดพร้าว,เสม็ดเสร็จทุกราย

ความสนุกองผมในการถ่ายภาพรีสอร์ทสวยๆ อย่าง Le Vimarn Cottage & Spa Samed ครั้งนี้ก็อยู่ตรงนี้ละครับ ผมต้องแข่งกับเวลา แข่งกับสภาวะอากาศที่ไม่แน่นอน และ ด้วยภารกิจ การเป็น หนึ่งในนักรีวิวกิตติมศักดิ์ในโครงการประกวดสุดยอดโรงแรมบูทีคของไทย ในชื่อ “Thailand Boutique Awards Season 3 (2014-2015)” หรือเรียกย่อๆว่า TBA ครั้งนี้ ช่างตื่นเต้นมากว่าจะสามารถเก็บภาพอะไรมาฝาก ผู้ชมกันได้บ้าง ก่อนจะพาไปลึกสุดติ่ง กับหนึ่งในรีสอร์ท ที่โรแมนติกที่สุดแห่งหนึ่งบนเกาะเสม็ด ผมขอพาคุณๆย้อนกลับไปถึงช่วงสายๆในเช้าวันเดียวกันก่อน ขอพาไปจุดเริ่มต้นที่มาในทริปนี้กันครับ ไปๆครับไปกันเลย

พาลูกเที่ยว:SIRIPANNA VILLA RESORT & SPA เชียงใหม่ สุขใจใกล้ๆคุณ

1
พาลูกเที่ยว,ศิริปันนา วิลล่า รีสอร์ทแอนด์สปา,เชียงใหม่,รีสอร์ทบูทีค,รีสอร์ทธรรมชาติ,siripanna villa resort and spa,Thailand boutique villa resort&spa,ที่พักเชียงใหม่,ที่พักบูทีคเชียงใหม่

พาลูกเที่ยว,ศิริปันนา วิลล่า รีสอร์ทแอนด์สปา,เชียงใหม่,รีสอร์ทบูทีค,รีสอร์ทธรรมชาติ,siripanna villa resort and spa,Thailand boutique villa resort&spa,ที่พักเชียงใหม่,ที่พักบูทีคเชียงใหม่

 

พาลูกเที่ยวรอบนี้จะพาคุณๆไปเที่ยวเชียงใหม่พร้อมๆครอบครัวเรากันครับ รีสอร์ทที่เราจะพาไปนั้นเป็นหนึ่งในรีสอร์ทที่เข้าประกวด โครงการประกวดสุดยอดโรงแรมบูติคของไทย ในชื่อ “Thailand Boutique Awards Season 3 (2014-2015)” หรือเรียกย่อๆว่า TBA

โครงการนี้มีบริษัท บัตรกรุงไทย จำกัด (มหาชน) เป็นแม่งาน  และ one22.com ได้รับเกียรติเชิญให้ร่วมเป็น 1 ของนักรีวิวในโครงการนี้ จากนักรีวิวชั้นแนวหน้าร่วม 10 กว่าท่าน ต้องบอกว่านับเป็นเกียรติ์มากๆ

และยังมีพันธมิตรที่เข้าร่วมสนับสนุนอย่าง สายการบิน Bangkok Air ในการเดินทางจากกรุงเทพฯ มาเชียงใหม่

รวมถึงการสนับสนุนการเดินทางภาคพื้นดินจาก บริษัทรถเช่า Thai Rent A Car  ปีนี้เป็นปีที่ 3 ที่จะจัดขึ้นทุกๆ 2 ปี

เอาละไปดูกันเลยดีกว่าครับ

ที่พัก:KATILIYA MOUTAIN RESORT & SPA สงบ ส่วนตัวในขุนเขา เชียงราย

1
review,รีวิว,KATILIYA MOUNTAIN RESORT&SPA,คาทิลิยา เมาน์เทน รีสอร์ท แอนด์ สปา,รีสอร์ท,เชียงราย,รีสอร์ทขุนเขา,รีสอร์ทโณแมนติก,รีสอร์ทเชียงราย

review,รีวิว,KATILIYA MOUNTAIN RESORT&SPA,คาทิลิยา เมาน์เทน รีสอร์ท แอนด์ สปา,รีสอร์ท,เชียงราย,รีสอร์ทขุนเขา,รีสอร์ทโณแมนติก,รีสอร์ทเชียงราย

ไม่ได้รีวิวที่พักเพียวๆมาพักใหญ่ วันนี้ขอหยิบที่พัก ในบรรยากาศของ ขุนเขา และต้นไม้สีเขียวๆ อย่าง KATILIYA MOUNTAIN RESORT & SPA เชียงราย ที่เข้ากับบรรยากาศช่วงเวลานี้ที่ใกล้จะหนาวเต็มที (พฤศจิกายน 2014 ) เป็นที่พักที่ผมเองชอบเป็นการส่วนตัวมานานแล้วแต่ไม่ได้มีโอกาสไปพักจนช่วงกลางฤดูฝนที่ผ่านมา ได้โอกาสเข้าไปพักสำเร็จจนได้
เอาล่ะไม่ต้องบรรยายกันมากเรามาดูกันดีกว่าครับ ว่าที่นี่เป็นยังไง

ที่เที่ยว: ชวนเพื่อนให้กำลังใจนักกีฬาและชมการแข่งขัน Asian Beach Games ครั้งที่ 4 ที่ภูเก็ต

0

ชวนเพื่อนให้กำลังใจนักกีฬาและชมการแข่งขัน

Asian Beach Games ครั้งที่ 4 ที่ภูเก็ต

 

00-Review-Cover

สวัสดีครับเพื่อนๆ เมื่อต้นเดือน พย. ที่ผ่านมา

ผมได้รับเชิญจากทาง การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) ไปร่วมชม Test Event การจัดการแข่งขัน Asian Beach Games ครั้งที่ 4 ที่ภูเก็ตมาครับ
ซึ่งงานนี้ประเทศไทยได้รับเกียรติจากสภาโอลิมปิกแห่งเอเชีย ให้เป็นเจ้าภาพจัดการแข่งขันกีฬา Asian Beach Games ครั้งที่ 4ระหว่างวันที่ 14-23 พฤศจิกายน 2557 ครับ
ซึ่งงานนี้เจ้าภาพหลักคือ การกีฬาแห่งประเทศไทย (กกท.) และมีททท. เป็นประชาสัมพันธ์งานครับ

Test Event ที่ผมได้ไปชมมาเป็นการซักซ้อม และเตรียมความพร้อมในการแข่งขันที่กำลังจะเกิดขึ้นครับ
โดย Test Event นี้มีการจำลองจัดการแข่งขัน จำลองสถานการณ์ต่างๆ ที่จะเกิดขึ้นในการแข่งขันครับ
เพื่อให้กรรมการ และทีมงานได้ลองและเตรียมความพร้อมกันครับ
และหลังจากงานเสร็จผมก็ได้มีโอกาสไปเยี่ยมชมสถานที่ท่องเที่ยวต่างๆในภูเก็ตเล็กน้อย
ก็เลยได้มีโอกาสไปเก็บภาพมาฝากเพื่อนๆกันครับ เอาหล่ะครับถ้าพร้อมแล้วไปชมกันเลยครับ

 

4th Asian Beach Games Phuket THAILAND

สำหรับข้อมูลเบื้องต้นของงาน Asian Beach Games สามารถติดตามข้อมูลได้จากที่นี่ครับ
http://www.phuketthailand2014.com/th/home.aspx

Asian Beach Games ครั้งนี้มีการแข่งขันทั้งหมด 26 ชนิดกีฬาครับ ประกอบไปด้วย
กีฬาทางอากาศ กีฬาทางน้ำ (โปโลน้ำ ว่ายน้ำมาราธอน) แฮนด์บอลชายหาด
วอลเลย์บอลชายหาด วู้ดบอลชายหาด บาสเกตบอลชายหาด เพาะกายชายหาด เรือใบ (เรือใบ วินด์เซิร์ฟ)
กาบัดดี้ชายหาด มวยปล้ำชายหาด มวยไทย เปตอง เซปักตะกร้อชายหาด ฟุตวอลเล่ย์
เจ็ตสกี ปัญจกีฬาสมัยใหม่ ไตรกีฬา สกีน้ำ แฟล็กฟุตบอลชายหาด ฟุตบอลชายหาด
กีฬาเอ็กซ์ตรีม ปีนหน้าผา กรีฑาชายหาด สควอช ยูยิตสู และแซมโบ้

คำขวัญของการแข่งขันนี้คือ “Celebrate Charming Sunshine
มีสัญลักษณ์ตัวนำโชคเก๋ๆ เป็นเต่าทะเล 3 ตัวครับ ชื่อ สินธุ สมุทร และสาคร

17-IMG_4658

 

เหินฟ้าสู่ภูเก็ต

สำหรับการเดินทางครั้งนี้ผมเดินทางโดยป้าม่วง หรือการบินไทยครับ
ก็เลยต้องไปขึ้นเครื่องบินที่สนามบินสุวรรณภูมิครับ
01-IMG_4348

บินโดยป้าม่วงนี่ดีอย่างนึงครับ คือใช้เครื่องบินลำใหญ่
เวลาขึ้นลงไม่ค่อยวิ๊ดๆเท่าไหร่ครับ นั่งเพลินๆชั่วโมงนิดๆก็ถึงภูเก็ตหล่ะครับ

นมัสการพระผุด ณ วัดพระทอง Unseen Phuket

หลังจากเครื่องลงที่ภูเก็ต พวกผมก็แวะไปไหว้พระกันก่อนครับ
โดยแวะไปที่ วัดพระทอง กันครับ วัดนี้อยู่บนนถนนเทพกระษัตรีครับ
01-IMG_4599

ซึ่งวัดนี้ถือเป็นหนึ่งใน Unseen ของสถานที่ท่องเที่ยวในภูเก็ตครับ
เพราะมีพระผุดครับ ปัจจุบัน พระผุดที่อยู่ในวัดพระทองนั้น เป็นองค์พระที่เห็นแต่ส่วนลำตัวขึ้นมาครับ โดยส่วนที่เหลือจมอยู่ในดิน

โดยที่ผ่านมามีเรื่องเล่าว่าเมื่อแรกที่พบ “หลวงพ่อพระผุด” ณ เวลานั้นได้เกิดพายุร้าย
มีฝนตกมากจนน้ำไหลท่วมทุ่งนาเสียหาย พัดพาต้นไม้โค่นล้ม หักพังระเนระนาด
พอฝนหยุดตกก็ได้มีเด็กชายลูกชาวนาคนหนึ่งจูงควายไปเลี้ยงกลางทุ่ง แต่หากิ่งไม้ไม่เจอ
เพราะต้องการหาที่ผูกเชือกสำหรับเลี้ยงควาย กิ่งไม้เล็กๆ ที่เคยผูก เป็นประจำ ก็ถูกกระแสน้ำพัดพาไปหมด
สักพักเขาเห็นสิ่งแปลกประหลาดสิ่งหนึ่ง…มีโคลนตมพอกอยู่ มีลักษณะเหมือนตอไม้ขนาดใหญ่…ผุดขึ้นมา
เลยนำเชือกคล้องควายไปผูกไว้แล้วก็กลับมาบ้าน

พอเด็กถึงบ้าน เด็กชายคนนั้นก็เกิดอาการเป็นลมล้มชัก เสียชีวิตลงทันที
ในตอนเช้าวันนั้นเอง พ่อแม่ก็จัดการกับศพเด็กแล้วออกไปดูควายที่ผูกไว้ พอไปถึงที่ที่เด็กผูกควายไว้ สิ่งที่ปราฏแก่สายตาก็คือ
เห็นควายนอนตายอยู่เป็นที่อัศจรรย์ และยิ่งเมื่อเดินไปดูใกล้ๆ ก็เห็นเป็นวัตถุอย่างหนึ่ง
พวกเขาเกิดความรู้สึกกลัวรีบตัดเชือกผูกควายออกแล้วช่วยกันนำควายไปฝัง
ตกดึกคืนนั้น…พ่อของเด็กชายที่ตายก็ฝัน ว่ามีคนมาบอกว่า ที่เด็กและควายต้องตายนั้นเป็นเพราะเด็กได้นำเชือกควายไปผูกไว้กับเกศพระพุทธรูป
พอตกใจตื่นรุ่งเช้าก็ชวน เพื่อนบ้านให้ไปยังที่ริมคลองที่เด็กนำควายไปผูกไว้ เมื่อเห็นวัตถุประหลาดนั้น
ต่างคนต่างก็เอาน้ำมาล้างขัดสีเอาโคลนตมที่ติดอยู่ออกจนหมด จนกระทั่งสามารถ
เห็นเป็นลักษณะเหมือนเกศพระพุทธรูปเหลืองอร่ามเป็นทองคำ ชาวบ้านจึงแตกตื่นพากันมา การบไหว้บูชาสักการะกันเป็นจำนวนมาก

เมื่อเจ้าเมืองทรงทราบ…ก็รับสั่งให้ทำการขุดมาประดิษฐานบนดินแต่ขุดอย่างไรก็ไม่สามารถขุดได้
เพราะมีเหตุมัศจรรย์เกิดขึ้นราวกับปาฏิหาริย์ ด้วยปรากฏว่ามีตัวต่อตัวแตนจำนวนมาก
นับพันนับหมื่นตัว บินขึ้นมาจากใต้พื้นดิน อาละวาดไล่ต่อยผู้คนที่ขุด และยังต่อยแต่เฉพาะคนที่ขุดเท่านั้น
ส่วนพวกที่ไม่ได้ขุด เพียงแต่เอาดอกไม้ธูปเทียนไปไหว้ ลูบคลำเกศพระผุด ตัวต่อแตนก็จะไม่ทำอันตรายเลย
ป็นที่อัศจรรย์ใจแก่ผู้พบเห็นมากชาวบ้านเมื่อขุดไม่ได้ก็พากันไปเรียนเจ้าเมืองให้ทรงทราบ
บอกว่าบางคนที่ขุดถูกแตน ต่อ ต่อยเป็นพิษไข้ถึงแก่ความตาย

ต่อมาได้มีพระธุดงค์รูปหนึ่งเดินธุดงค์มาจากเมืองสุโขทัยมาปักกลดในบริเวณดังกล่าว ท่านได้เห็นหลวงพ่อพระผุด
เป็นพระพุทธรูปโผล่เพียงพระศอขึ้นมาเป็นทองคำ ท่านเกรงว่าหากพวกโจรเห็นแล้วจะตัดไปขายเสีย
ท่านจึงคิดว่าควรจะสร้างวัดที่นี่ เพื่อเป็นการรักษาพระพุทธรูปองค์นั้นเอาไว้ ให้เป็นสมบัติอันล้ำค่าของชาวถลางสืบต่อไป

02-IMG_4593

03-IMG_4592

 

ขนมจีนสะพานหิน

หลังจากไหว้พระเสร็จเราก็ขับรถเข้าเมืองกันครับ ได้เวลาทานข้าวกลางวันพอดี
เลยแวะไปทานขนมจีนสะพานหินกันครับ ซึ่งปกติแล้วคนภูเก็ตจะทานขนมจันกันในช่วงเช้า
จึงไม่ค่อยมีร้านที่เปิดช่วงกลางวันและเย็นซักเท่าไหร่ครับ
ก็มีร้านที่สะพานหินนี่แหละครับที่เปิด ซึ่งปกติผมเองเป็นคนไม่ทานขนมจีนครับ แต่หลังจากได้ทานที่นี่ก็เห้ยอร่อยแหะ

ขนมจีนที่นี่เค้าจะจัดใส่จานไว้ครับ แล้วให้เราเลือกน้ำยาที่จะราดเองครับ
04-IMG_4603

ผมเลือกเป็นขนมจีนน้ำยาปูครับ อ้อพวกผักต่างๆเค้าจะยกเป็นถาดมาวางให้ที่โต๊ะเองครับ
05-IMG_4605
06-IMG_4606

สำหรับคนี่มาภูเก็ตอาหารอีกอย่างที่ผมแนะนำคือ ห่อหมกครับ ห้อหมกภูเก็ตจะไม่เหมือนที่อื่นๆ (แต่พูดไม่ถูกเหมือนกันว่าต่างยังไง รู้แต่ว่าอร่อย 555)
07-IMG_4609

08-IMG_4610

 

ย้อนอดีตภูเก็ตที่พิพิธภัณฑ์ภูเก็ตไทยหัว

หลังจากอิ่มท้องผมได้แวะไปชมพิพิธภัณฑ์ภูเก็ตไทยหัวครับ ซึ่งที่นี่สมัยก่อนเป็นโรงเรียนจีนครับ
ฝั่งบ้านคุณภรรยาผมเมื่อก่อนก็เคยเรียนที่โรงเรียนนี้กันครับ ซึ่งหลังจากที่การปรับเปลี่ยนเรื่องการศึกษาขั้นพื้นฐานของประเทศไทย
ที่ให้คนไทยต้องเรียนหนังสือ 9 ปี (ถึง ม.3) ทำให้ที่ตั้งโรงเรียนเดิมเริ่มคับแคบไปจึงมีการย้ายโรงเรียนไปที่อื่น และต่อมา
มีการปรับปรุงที่ตั้งของโรงเรียนเก่า ให้กลายเป็น พิพิธภัณฑ์ภูเก็ตไทยหัว แทนครับ

พิพิธภัณฑ์ตั้งอยู่บนถนน ถลาง เป็นอาคารเก่าแก่ ด้านหน้ามีสัญลักษณ์รูปค้างคาวกางปีกสีแดง ซึ่งว่ากันว่าเสมือนการเปิดปกหนังสือ
ซึ่งเป็นความเชื่อของคนจีนสมัยก่อนว่าเป็นโชคลาภ รวมถึงค้างคาวนั้นถือเป็นหนึ่งในหาของสัตว์ศักดิ์สิทธิ์ของชาวจีนด้วยครับ

ค่าเข้าชมพิพิธภัณฑ์ คนไทย 50 บาท ต่างชาติ 200 บาท เปิดบริการทุกวัน
ไม่เว้นวันหยุดนักขัตฤกษ์ ตั้งแต่เวลา 9.00-17.00 น. มีไกด์คอยแนะนำให้ความรู้ตลอดการเข้าชม
หากเป็นวันอาทิตย์ จะมีจัดแสงสีช่วงเย็นด้วย เรียกว่า Night at the museum ซึ่งมีสัปดาห์ละวัน
และเพิ่งเริ่มจัดแสดงได้ไม่นาน
หากใครสนใจชม ลองติดต่อที่เบอร์ 076-211-224 สามารถเข้าไปชมรายละเอียดของพิพิธภัณฑ์ ได้ที่
http://www.thaihuamuseum.com/

09-IMG_4612

ด้านในอาคารตรงกลางจะเปิดโล่ง เหมือนบ้านเรือนของคนภูเก็ต ช่องโล่งนี้เรียกว่าช่องฉิ่นแจ้ ถูกออกแบบให้เปิดโล่งเพื่อระบายอากาศ
เนื่องจากอาคารที่ภูเก็ตนั้นเป็นหลักษณะตึกแถวซึ่งจะไม่ีหน้าต่างด้่านข้างบ้านครับ และอีกสาเหตุหนึ่งคือเพื่อเป็นบ่อน้ำ รับน้ำฝน เป็นลานซักล้าง

ปัจจุบันด้านในอาคารจะมีห้องจัดแสดงต่างๆ ที่เล่าถึงประวัติความเป็นมาของเมืองภูเก็ต
ลักษณะบ้านเรือน การแต่งกาย อาหารท้องถิ่น อาชีพขุดแร่ดีบุก ซึ่งเป็นอาชีพหลักของคนภูเก็ตสมัยก่อน
ส่วนชั้น 2 จะมีห้องเล่าเรื่องคนจีนที่อพยพมาตั้งรกรากอยู่ที่ภูเก็ต ซึ่งต่อมาได้ทำมาหากินจนร่ำรวย
สร้างครอบครัวที่เมืองไทย ต่อมาเกิดเหตุการณ์กบฐอั้งยี่ จนกบฐถูกปราบในที่สุด
11-IMG_4627

ส่วนตัวสำหรับผม ผมไม่ค่อยสนใจประวัติศาสตร์เท่าไหร่ 5555
แต่ผมสนใจในเรื่องการการทำเหมืองดีบุกในสมัยก่อนมากกว่าครับ ในยุคผมตอนเรียน
มักจะโดนฝังหัวว่าประเทศไทยเป็นประเทศส่งออกดีบุก มีการส่งออกดีบุกเป็นสินค้ามากเป็นอันดับต้นๆของประเทศครับ

ซึ่งที่พิพิทธภัณฑ์ก็จะมีประวัติและรายละเอียดรูปแบบการทำเหมืองในรูปแบบต่างๆมากมายให้ศึกษาครับ
แต่ปัจจุบันการทำเหมืองในภูเก็ตได้หยุดไปแล้ว และมีการปรับเปลี่ยนภูเก็ตให้เป็นเมืองท่องเที่ยวดังเช่นในทุกวันนี้ครับ
10-IMG_4623

 

ถนนถลาง สถาปัตยกรรมชิโนโปรตุกีส อันสวยงาม

พิพิธภัณฑ์ภูเก็ตไทยหัวนั้นตั้งอยู่บนถนนถลาง ซึ่งเป็นถนนที่มีบ้านเรือนเก่าๆอยู่มากมายครับ
โดยบ้านเรือนเหล่านั้นล้วนมีสถาปัตยกรรมเป็นแบบ ชิโนโปรตุกีสครับ

จุดเด่นอย่างหนึ่งของบ้านลักษณะนี้คือ บริเวณด้านหน้าบ้านที่ชั้นหนึ่งช่วงห้องแรกนั้น แต่ละหลังจะเว้นที่ให้คนสามารถเดินได้แบบนี้ครับ
แต่ในช่วงที่ผ่านมามีเจ้าของบ้านหลายๆหลัง ได้ทำการโบกปูนหรือเอาเห็ลกดัดมาปิดทางเดินดังกล่าว
ซึ่งทางเมืองภูเก็ตก็พยายามขอความร่วมมือให้แต่ละบ้านช่วยเปิดทางเพื่อให้สภาพเป็นดังเช่นอดีตครับ
12-IMG_4651

ที่ถนนถลางนั้นช่วงกลางคืนจะมีการเปิดไฟ light up ครับ
เป็นสีสรรต่างๆครับ แต่ส่วนตัวผมว่ายังไม่น่าดึงดูดเท่าไหร่ครับ
13-IMG_4645
14-IMG_4647

ร้านรวงต่างๆส่วนมากจะเปิดช่วงกลางวันครับ
แต่จะมีบางร้านที่ทำเป็นร้านอาหารเปิดกลางคืน เช่น ร้านโกปี้เตี่ยม ซึ่งเป็นเสมือน Landmark ของถนนนี้ครับ
15-IMG_4642

หลังจากเดินเล่นที่ถนนถลางเสร็จผมก็เข้าที่พักครับ
โดยครั้งนี้ผมพักที่หาดป่าตองครับ เพราะใกล้กับสถานที่จัดงาน Test Event (หาดกะรน)

 

Test Event Beach Volleyball

วันรุ่งขึ้นเป็นคิวที่ผมไปชมการจัด Test Event ของการแข่งขัน Asian Beach GAmes ครับ
ช่วงที่ผมไปนั้นเป็นช่วงจัด Test Event ของการแข่งขัน Beach Volleyball ครับ (เค้าจะเวียนจัดงาน Test Event ไปเรื่อยๆครับ)

การแข่งขัน Beach Volleyball นั้นจัดที่ชายหาดกะรนครับ
ตอนแรกแอบดีใจว่าได้มาชม Beach Vollyball จะได้ดูสาวๆใส่บิกินี่เล่น Volleyball เสียหน่อย
ไม่ครับพอไปถามคนจัดบอกว่าวันนี้จำลองการแข่งขัย Beach Volleyball ผู้ชาย T___T
16-IMG_4654

ที่หาดจะมีทั้งสนามย่อยแบบไม่มีที่นั่งชม และสนามหลักแบบมีที่นั่งให้นั่งชมครับ
18-IMG_4659

19-IMG_4661

ในการจัด Test Event นั้นเค้าจะจัดการแข่งขันแบบจำลองทั้ง Tournament เลยนะครับคือมีจำลองให้มีทีมจากประเทศต่างๆแข่งกันจริงๆ
(แต่ใช้นักกีฬาไทยแข่งครับ ซึ่งก็คงถือเป็นการซ้อมให้คุ้นกับสนามไปในตัวนั่นเอง) นัดที่ผมดูเป็นการแข่ง ระหว่างญี่ปุ่นกะจีนครับ
20-IMG_4679

เอาหล่ะครับจะเริ่มแล้วครับน้องๆอาสาสมัครทำการเกลี่ยสนามกันก่อน
20-IMG_4672

21-IMG_4739

กรรมการกำกับเส้นพร้อม
22-IMG_4742

กรรมการข้างสนามพร้อม
22-IMG_4683

กรรมการพร้อม
22-IMG_4678

นักกีฬาพร้อม
22-IMG_4685

ปรี๊ดดดดดด เริ่มเกมส์ ญี่ปุ่นเป็นฝ่ายเสิร์ฟครับ
23-IMG_4692

จีนรับ…
24-IMG_4710

ฮึ่ยยยยย…..
25-IMG_4718

จีนตบ…..
26-IMG_4715
27-IMG_4723

ญี่ปุ่นบล๊อค….
28-IMG_4706

จีนรองไว้ได้ครับ…
29-IMG_4810

จีนตบบบบบบ….. ได้แต้ม 🙂
30-IMG_4700
31-IMG_4730

ตาญี่ปุ่นรับลูกเสิร์ฟมั่ง…
32-IMG_4726
33-IMG_4732

ญี่ปุ่นตั้งลูกครับ…
34-IMG_4727

ญี่ปุ่นตบ….. (อ้าวต่อยกันซะละ 55555) ^ ^
35-IMG_4705

หลังจากจีนโดนต่อยหน้า นักกีฬาเลยเจ็บเท้าครับ (เอ๊ะ… มันใช่หรา 555)
36-IMG_4760
ตอนนักกีฬา (แกล้ง)เจ็บ เพื่อซักซ้อมทีมงานแพทย์
ปรากฎว่าทุกคนงงครับ เพราะทีมงานไม่ได้แจ้งมาก่อน ปรากฎว่าตอนนั้น แพทย์ไม่อยู่ ยังมาไม่ถึง
กรรมการงงลืมจับเวลา… เล่นเอาคนจัด Test Event มีโวยเลยครับ (อย่างว่าไม่มีบอกล่วงหน้าเอามา surprise กันในงานเลย)
แต่ก็โอเคครับ เพราะในการแข่งจริงมันก็จะเป็นเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นได้ตลอดเวลา ครั้งนี้ก็เลยถือเป็นการซ้อมกันไปครับ

เอาหล่ะครับกลับมาแข่งกันต่อ ญี่ปุ่นเสิร์ฟฟฟฟ….
37-IMG_4703

ญี่ปุ่นตบได้แต้ม Set Point แล้ววววว….
38-IMG_4728

ญี่ปุ่นตบอีก…. ได้เซตแล้ววว ญี่ปุ่นนำจีน 1-0 (ตรงนี้ก็มีโฆษกประกาศแต้มครับ)
39-IMG_4733

ระหว่างพักเซตครับ ผมเลยพักไปถ่ายหาดมั่ง 5555
40-IMG_4793

เซตที่สอง ญี่ปุ่นเสิร์ฟครับ… ย๊ากกกกกก… (ปล. ชอบคนนี้เสิร์ฟจัง Action มันดี 55)
41-IMG_4814
42-IMG_4774
43-IMG_4775
44-IMG_4735

เซตที่สองผลัดกันตบอย่างเมามันครับ…. ฮึ่ยย่า…
45-IMG_4824
46-IMG_4782
47-IMG_4762

แต่ญี่ปุ่นรับไว้ได้และเตรียมบุกกลับมั่ง….
48-IMG_4772

อะจ๊าก……….. เอิ่มเห็นลูกบอลบี้ขนาดนี้ ถ้าตบโดนหัวคนคงหลุด 5555
49-IMG_4827
50-IMG_4800

จีนรับไม่อยู่ สรุป ญี่ปุ่นชนะไป 2-0 เซตครับ….. จบเกมจับมือ 🙂
51-IMG_4828

ก็ประมาณนี้ครับสำหรับงาน Test Event ซึ่งก็สนุกไม่น้อยเลยครับ วันแข่งจริงคงสนุกมากกว่านี้อีกครับ…
ก็ถือโอกาสนี้ขอเชิญเพื่อนๆ ทุกคนที่อยู่ในภูเก็ตหรือมีคิวเดินทางไปยังภูเก็ตในช่วง 14-23 พย. 2557
ว่าลองไปชมการแข่งขัน Asian Beach Games ดูนะครับ เพราะ Event นี้ถือว่าเป็น Event ใหญ่ระดับชาติเลยทีเดียวครับ
และที่สำคัญ เข้าชมการแข่งขันฟรี ด้วยครับ ไปให้กำลังใจนักกีฬากันนะครับ 🙂

และหลังจากเสร็จภารกิจในการชมการจัด Test Event แล้วผมได้มีโอกาสไปเยี่ยมชมสถานที่ท่องเที่ยวของภูเก็ตอีกนิดหน่อยครับไปชมกันครับ

 

จุดชมวิวสามอ่าว Karon View Point

จุดชมวิวสามอ่าวจะอยู่เลยหาดกะรน และหาดกะตะไปครับ อยู่ทางที่จะมุ่งหน้าไปแหลมพรหมเทพครับ พิกัด GPS คือ 7.797444, 98.301969
ที่จุดนี้เป็นจุดที่เราสามารถมองเห็นวิวของชายหาด 3 แห่งคือ กะรน กะตะ และ กะตะน้อยครับ
ส่วนตัวแล้วผมชอบจุดนี้มากที่สุดในบรรดาจุดชมวิวของภูเก็ตเลยครับ

63-IMG_4898
64-IMG_4908
65-IMG_4917-Panorama

 

แหลมพรหมเทพ สุดชายแดนตะวันตกประเทศไทย

จุดที่เป็นอีก Landmark ของภูเก็ตก็คือ แหลมพรหมเทพครับ ซึ่งโดยทั่วไปจะเป็นจุดชมประอาทิตย์ตกครับ
แต่ผมมีเวลาแวะมาช่วงกลางวันแทน ตอนแรกคิดว่าคนไม่มากนะครับ ที่ไหนได้คนเยอะมากครับ.. โดยเฉพาะคนจีน
ที่นี่สาวชาวจีนที่มาส่วนมากกว่า 90% จะมีผ้าพริ้วๆมา 1 ผืนครับ ทุกคนจะต้องมา Act ท่าแบบถือผ้าพริ้วๆให้ลมพัดครับ
เดาว่าคงมี blogger ชาวจีนเขียนแนะนำไว้แน่ๆ ถึงได้ทำเหมือนกันหมดขนาดนี้ 555
66-IMG_4935
67-IMG_4937

 

นมัสการ หลวงพ่อแช่ม วัดฉลอง

ถ้าถามว่า Landmark ของภูเก็ตที่ทัวร์ทุกทัวร์จะต้องพามาคืออะไรผมตอบได้เลยว่าคือวัดฉลองครับ
วัดฉลอง หรือชื่ออย่างเป็นทางการคือ วัดไชยธาราราม ก่อนครับ วัดนี้เป็นวัดที่คนถูเก็ตให้ความเคารพนับถือเป็นอย่างมากครับ
วัดนี้อยู่ไม่ไกลจากบริเวณห้าแยกวัดฉลองมากนัก ซึ่งวัดนี้จะมีหลวงพ่อแช่มที่เป็นที่ศรัทธาของชาวภูเก็ตมาตั้งแต่สมัยอดีตเลยทีเดียวครับ
02-AW2A2501
03-AW2A2502

ภายในวัดฉลองจะมี พระมหาธาตุเจดีย์พระจอมไทยบารมี
ซึ่งเป็นที่ประดิษฐสถานของ พระบรมสารีริกธาตุของพระพุทธเจ้าที่นำมาจากศรีลังกาด้วยครับ
04-AW2A2495
05-AW2A2503

 

พระพุทธมิ่งมงคลเอกนาคคีรี หรือ พระใหญ่

พระพุทธมิ่งมงคลเอกนาคคีรี หรือ พระใหญ่ ตั้งอยู่ที่เขานาคเกิดซึ่งถือว่าเป็นจุดที่สูงที่สุดของภูเก็ตครับ โดยทางขึ้นเขาจะอยู่ใกล้ๆกับวัดฉลองครับ
ปัจจุบันที่นี่ยังสร้างไม่เสร็จสมบูรณ์นะครับ แต่ก็มีความคืบหน้าในการสร้างมาเรื่อยๆครับ อย่างตัวองค์พระปัจจุบันดำเนินการเสร็จแล้ว
ตอนนี้ก็เป็นช่วงสร้างภายในฐานองค์พระ และมีการปรับปรุงพื้นที่โดยรอบเช่น การทำกำแพงป้องกันดินสไลด์ อะไรอย่างนั้นครับ
52-IMG_4836

จากจุดนี้สามารถมองไปเห็นวิวของอ่าวฉลองได้ครับ
แต่น่าเสียดายวันที่ผมขึ้นไปฟ้าปิดเมฆเยอะมากครับ
53-IMG_4834

 

แวะชิมบะหมี่ฮกเกี้ยน ที่บะหมี่ใต้ต้นโพธ์ วงเวียนสุรินทร์

ที่กลางเมืองมีร้านอาหารร้านหนึ่งที่เป็นที่ขึ้นชื่อนั่นคือ บะหมี่ใต้ต้นโพธิ์ (ปัจจุบันต้นโพธิ์ไม่อยู่แล้วนะครับ)
เป้นบะหมี่ฮกเกี้ยนเจ้าดังของภูเก็ต ที่ใครมาล้วนต้องแวะมาทานที่นี่กันครับ ร้านอยู่กลางเมืองที่วงเวียนสุรินทร์เลยครับ
แต่ด้วยความที่ว่าปัจจุบันนักท่องเที่ยวมาทานกันเยอะ ที่ร้านเองจึงมีการจ้างพ่อครัวพม่ามาทำ (เมื่อก่อนเจ้าของร้านทำเองครับ)
ทำให้หลายปีหลังที่ผมไปทานมานั้นรสชาติเปลี่ยนไปจากเมื่อก่อนครับ ซึ่งปัจจุบันร้านนี้ชาวเมืองเองก็ทานกันน้อยลงครับ
เนื่องด้วยทั้งรสชาติที่เปลี่ยนไป และนักท่องเที่ยวจำนวนมากที่มาทานที่ร้านนี้ครับ ซึ่งเท่าที่ผมคุยกับญาติคุณภรรยาที่อยู่ที่ถูเก็ต
เค้าบอกว่าหลังๆเค้าไปทานร้านหมี่สะปำ เสียมากกว่าครับ แต่ร้านนั้นสำหรับนักท่องเที่ยวจะถือว่าไปยากกว่าหมี่ใต้ต้นโพธิ์ครับ

แต่ต้องบอกว่าถึงรสชาติในปัจจุบันจะไม่เหมือนในอดีต แต่ผมก็ยังถือว่าเป้นสิ่งที่ต้องลองในการมาภูเก็ตครับ
เพราะบะหมี่ฮกเกี้ยนก็ถือว่าเป้นหนึ่งในอาหารท้องถิ่นของภูเก็ตนั่นเองครับ แนะนำว่าจะอร่อยต้องสั่งแบบใส่ไข่ด้วยนะครับ
54-IMG_4846

ที่ร้านยังมีพวก หมูสะเต๊ะ ทอดมัน และห่อหมกให้ทานด้วยครับ (จริงๆแล้วเมนูมีอีกเพียบเลยครับ)
55-IMG_4844
56-IMG_4841
57-IMG_4843

 

ถ่ายรูปเล่นที่ Phuket Trick Eye Museum

ที่ภูเก็ตพึ่งมี Museum ใหม่มาเปิดได้ไม่นานครับนั่นคือ Phuket Trick Eye Museum
ซึ่งจะมีลักษณะเหมือนพวก Art in Paradise ที่พัทยาครับ เหมาะกับคนที่มาเดินหลับร้อนช่วงบ่าย ถ่ายรูปเล่นครับ
ผมก็ได้ถ่ายรูปเล่นมาเล็กน้อยครับ ซึ่งจริงๆในนี้มีมุมให้ถ่ายรูปเยอะมากๆๆๆๆครับ

58-IMG_4860
60-IMG_4868

อยากให้รูปนี้เป็นจริงขึ้นมาจัง 555
59-IMG_4855

อยู่ที่บ้านทำแบบนี้ไม่ได้ มาถ่ายขำๆที่นี่ล่ะกัน
61-IMG_4878

เพราะถ้าลองทำจริงสงสัยชีวิตผมจะไม่ยืนแน่ๆ 5555
62-IMG_4866

เป็นยังไงบ้างครับกับรีวิว Test Event ของงาน Asian Beach Games ครั้งที่ 4 ที่ภูเก็ตครับ
สุดท้ายนี้ผมก็ยังอยากจะเชิญชวนเพื่อนๆทุกคนนะครับในการร่วมเป็นเจ้าภาพที่ดีสำหรับการต้อนรับคณะนักกีฬาจากประเทศต่างๆ
ที่จะมาร่วมการแข่งขัน Asian Bech Games ครั้งที่ 4 ในระหว่างวันที 14-23 พฤศจิกายน 2557 ที่จะถึงนี้ครับ
รวมถึงถ้ามีเวลาก็ขอเชิญชวนไปร่วมให้กำลังใจนักกีฬากันด้วยนะครับ

ที่สำคัญเข้าชมฟรีด้วยครับ….

สำหรับวันนี้ผมคงต้องขอลาไปแต่เพียงเท่านี้นะครับ
ขอบคุณสำหรับการติดตามชมครับ
แล้วพบกันในรีวิวถัดไปครับ 🙂

เรื่องวันวัน:ว่ากันด้วยวิธีการเลือกกระเป๋าเดินทางสักนิด…

5
การเลือกซื้อกระเป๋าเดินทาง,กระเป๋าลาก,กระเป๋าลาก 4 ล้อ,กระเป๋าลาก 2 ล้อ,วิธีเลือกซื้อกระเป๋าเดินทาง

การเลือกซื้อกระเป๋าเดินทาง,กระเป๋าลาก,กระเป๋าลาก 4 ล้อ,กระเป๋าลาก 2 ล้อ,วิธีเลือกซื้อกระเป๋าเดินทาง
สวัสดีครับ
ช่วงนี้เหมือนผมได้พักเรื่องเดินทางไว้บ้าง ทำให้มีเวลา เก็บเรื่องราวและการเดินทางที่ผ่านมาฝากกันเรื่อยๆ และยังมีโอกาสเขียนเรื่องอื่นๆกันบ้าง โดยเฉพาะเรื่องแวดล้อมรอบๆการเดินทาง

ช่วงที่ผ่านมาผมเดินทางไม่หยุดหย่อน ทำให้ไม่ค่อยมีเวลาดูแลใส่ใจอุปกรณ์ตัวเองนัก โดยเฉพาะอุปกรณ์ที่สำคัญไม่แพ้กล้องถ่ายภาพ อย่าง “กระเป๋า”  เป็นสิ่งทีสำคัญ และวันนี้ ขอเขียนถึงประสพการณ์การใช้กระเป๋าแบบที่ตัวเองเคยใช้ มาแชร์กันตรงนี้แล้วกันนะครับ

ถ้าพูดถึงกระเป๋าสำหรับนักท่องเที่ยวหรือนักเดินทางก็ดีถือเป็นส่วนสำคัญที่สุดทีเดียว อย่างผมเองมีประสพการณ์ตรงเกี่ยวกับกระเป๋ามาหลายแบบ ขอแบ่งกระเป๋าออกมาสัก 3 แบบแล้วกัน แบบแรก กระเป๋าเดินทางแบบล้อลาก ใช่แล้วครับแบบนี้ถือว่าเป็นแบบที่ฮิตและนิยมใช้ที่สุดใน แต่จะบอกว่ากับตัวผมเองกับเป็นแบบที่พึ่งหันมาใช้ไม่นานนี่เอง เพราะนิยมใช้แบบเป้มาตลอด ทำให้มองข้ามความสะดวกสบายของกระเป๋าลากไปเลย ขอยกประสพการณ์การใช้กระเป๋า2 แบบเอามาเล่ามาแชร์ให้อ่านกันนะครับ ถือเป็นการแลกเปลี่ยนความคิดเห็นกันครับ แบบที่สองแบบเป้สะพายหลัง และแบบสุดท้ายคือกระเป๋าสะพายข้าง วันนี้ขอหยิบแบบลากมาคุยกันก่อนนะครับ
การเลือกซื้อกระเป๋าเดินทาง,กระเป๋าลาก,กระเป๋าลาก 4 ล้อ,กระเป๋าลาก 2 ล้อ,วิธีเลือกซื้อกระเป๋าเดินทาง

สำหรับกระเป๋าลากชิ้นส่วนที่สำคัญที่สุดที่ต่อให้กระเป๋าจะมีขนาดเท่าไหร่ วัสดุเป็นอะไรก็ตามส่วนที่สำคัญที่ควรคำนึงถึงที่สุดคือ “ล้อ” ครับ เพราะหากล้อเป็นอะไรไปนั้นแปลว่าจากระเป๋าลากของเราจะกลายเป็นกระเป๋าถือ หรือกระเป๋าอุ้มแทนทันที ซึ่งไม่สนุกแน่ๆที่ต้องแบกกระเป๋าลากหนักสัก 10-30 กิโลกรัมไว้ตลอดการเดินทาง สำหรับกระเป๋าลากแล้วล้อที่ดีควรเป็นล้อที่มีตลับลูกปืนหรือ ล้อยาง สำคัญที่ขนาดของล้อจำเป็นมากที่ต้องรับน้ำหนักของกระเป๋าได้และยังมีสิ่งที่ควรพิจารณาคือ แบบ 2 หรือ 4ล้อ จากประสพการณ์ลากมาทั้งสองแบบมีความต่างกันที่ควรพิจารณาจริงอยู่ 2 อย่างคือ ราคา แน่นอนราคาของ 4 ล้อจะแพงกว่า 2 ล้อแน่ๆ หากพิจารณาดูแล้วราคาของแบบ 4 ล้อรับได้ผมอยากให้เลือกแบบนี้จะดีกว่าเพราะในการลากกระเป๋าแล้ว เราเลือกได้ว่าจะลากแบบเอียงหรือการเลื่อนไปพร้อมกันกับตัวเราเวลาเดิน แต่หากแบบ 2 ล้อแน่นอนคุณลากได้อย่างเดียวเลื่อนไม่ได้แน่นอน ข้อดีของแบบ 2 ล้อนอกจากราคาแล้วก็คงเป็นการตั้งครับ หากเวลาที่เราไม่ลากมันแล้วความมั่นคงในการวางจะดีกว่าแบบ 4 ล้อที่อาจจะเลื่อนได้นั้นเอง

การเลือกซื้อกระเป๋าเดินทาง,กระเป๋าลาก,กระเป๋าลาก 4 ล้อ,กระเป๋าลาก 2 ล้อ,วิธีเลือกซื้อกระเป๋าเดินทาง

ต่อมาที่วัสดุครับ หลังจากที่ผมลองใช้มา 2-3 ใบพอสรุปออกมาได้ว่าวัสดุที่นำมาทำจะมีหลักๆอยู่ คือแบบกระเป๋าผ้า และแบบพลาสติกหรือพลาสติกผสมไฟเบอร์
แบบแรกจะมีผ้าให้เลือกอยู่หลาบแบบ คุณสมบัติของผ้าคือมีความยืดหยุ่นสูง เช่น ผ้า Nylon, Tylon, Teflon Tylon แบบหลังจะมีราคาสูงกว่าเพราะผสมคุณสมบัติของสองแบบแรกเข้ามาให้คุณสมบัติที่ยืดหยุ่นสูง ทนน้ำได้ดี(แบบฝนตกจะช่วยกันได้ แต่ถ้าตกน้ำอันนี้ไม่กันแน่ๆครับถ้าตกไปนานๆ) และไม่ฉีกขาดง่าย และแน่นอนราคากระเป๋าผ้าแบบหลังก็จะสูงที่สุดเช่นกัน
การเลือกซื้อกระเป๋าเดินทาง,กระเป๋าลาก,กระเป๋าลาก 4 ล้อ,กระเป๋าลาก 2 ล้อ,วิธีเลือกซื้อกระเป๋าเดินทาง
ส่วนวัสุดจำพวกพลาสติก แบบนี้มีให้เลือกหลากหลายมาก แบบนี้เป็นแบบที่บ้านเราใช้อยู่ในเวลานี้ อย่างทริป มาเลเซียที่เดินทางกันเองใช้รถสาธารณะเป็นหลักการใช้กระเป๋าลากแบบนี้ก็ช่วยให้เราไม่เหนื่อยเกินไปที่จะแบกกันครับ
มาถึงแบบพลาสติกที่จริงก็มีหลายแบบ แบบที่นิยมใช้กันสูงสุดมีมานานแล้วและส่วนตัวเคยใช้แบบABS จะแข็งๆหน่อยมีความยืดหยุ่นพอประมาณ ตกหล่นไม่แตกง่าย กันสารเคมีได้ ราคาวัสุดแบบนี้จะถูกสุด และผิวอาจจะเป็นรอยง่ายโดยเฉพาะเวลาต้องโหลดกระเป๋าพนักงานเค้าก็ยกวางด้วยความรวดเร็วเพราะฉะนั้นริ้วรอยก็เยอะตาม ข้อเสียคือน้ำหนักจะมากที่สุดไปด้วย

การเลือกซื้อกระเป๋าเดินทาง,กระเป๋าลาก,กระเป๋าลาก 4 ล้อ,กระเป๋าลาก 2 ล้อ,วิธีเลือกซื้อกระเป๋าเดินทาง

พลาสติกแบบต่อมาคือ PC แบบนี้เป็นแบบใหม่ ใช้พลาสติกแบบเดียวกับที่ทำขวดนมเด็ก ข้อดีเลยคือ น้ำหนักเบา มีความเหนียวยืดหยุ่นสูงกว่าแบบแรกมากกว่า และแน่นอนราคาก็แพงกว่าไปด้วย ถือเป็นแบบที่นิยมเพราะผมเองเวลาเดินทางจะเห็นแบบนี้เยอะขึ้นเรื่อยๆนะครับ
พลาสติกแบบสุดท้ายอันนี้คือแบบ PP แบบนี้จะคล้ายกับแบบ PC คือใช้พลาสติกที่ทำขวดนมมาทำเช่นกันแต่ลดความหนาลง เพื่อให้ราคาลดลงตามไปด้วยมีความเหนียวทนทานและทำให้โปร่งใสได้แบบ PP แต่ก็มีความเสี่ยงต่อการแตกหักง่ายลงไปด้วย

ส่วนที่สำคัญที่ควรพิจารณาต่อมาคือ ซิบครับ อันนี้ละที่ควราพิจารณาดีๆเพราะซิปหากแตกหรือตัวล็อคพังข้าวของในกระเป๋ามีสิทธิ์ออกมาอวดประชาชีก่อนถึงที่พักแน่นอน สิ่งที่ควรทำก่อนซื้อคือการทดลองรูดครับ รูดเลยครับยิ่งมีแบบ 2 ทิศทางให้ลองลากไปๆมาๆหลายๆรอบเพราะหากช่างตัดเย็บมาดี แน่นหนา จะไม่มีการปีนเกลียว หรือเศษด้ายหลุดติดเข้าไปในซิบแน่นอนวิธีดูซิบไม่มีนอกจากเราจะทดลองเท่านั้นครับ

การเลือกซื้อกระเป๋าเดินทาง,กระเป๋าลาก,กระเป๋าลาก 4 ล้อ,กระเป๋าลาก 2 ล้อ,วิธีเลือกซื้อกระเป๋าเดินทาง
มาถึงเรื่องของขนาดบ้าง

ขนาดของกระเป๋าจะว่าไปคงขึ้นอยู่แต่ละคนกับความจำเป็นหรือปริมาณจำนวนวันในการเดินทางเป็นหลัก แต่หากให้ว่ากันถึงเกณฑ์การตัดสินใจจริงๆ ขนาดกลางๆที่ 24-26 นิ้วเป็นขนาดที่เหมาะกำลังดี โดยเฉพาะหากไม่อยากปวดหลังปวดแขนที่เราต้องลากไปตลอดการเดินทางกรณีที่เปลี่ยนที่นอนหลายๆที่ควรคำนึงถึงเป็นอย่างมาก  ส่วน Size ที่เล็กกว่านี้เช่นที่ขนาดซัก 20 นิ้ว จะกับการไปไม่กี่วันเช่นไม่เกิน3 วัน แถมยกขึ้นไปไว้บนเครื่องได้อีกด้วย แต่ถ้าชอบใบใหญ่จริงๆ ไม่ควรเลือกเกิน 28 นิ้วเพราะไม่งั้นคุณๆจะมีปัญหากับรถเช่าหรือรถที่ต้องต่อแน่ๆเพราะมันจะกินที่หรืออาจจะขนขึ้นรถไม่ได้เลยด้วยซ้ำ
ส่วนสุดท้ายที่คนทั่วไปมักมองข้าม หรือเรียกว่าอาจจะคิดไม่ถึงนั้นคือ การดูกำหนดน้ำหนักจากสายการบินนั้นเอง แน่นอนครับ กระเป๋าเราซื้อมาหากเอาขึ้นเครื่องไม่ได้ก็จบสิ อาจจะเถียงกันในใจก็ชั้นโหลดใต้เครื่องทำไมต้องกังวล ถูกแล้วครับหากคุณโหลดเค้าไม่ห้ามแต่หากน้ำหนักเกินก็ต้องเสียตังเพิ่มนะจ๊ะอย่าลืม แต่ที่ผมอยากให้คำนึงกันจริงๆคือกระเป๋าลากแบบไม่ใหญ่และหิ้วขึ้นเครื่องได้ต่างหาก
ปัจจุบันแทบจะทุกสายการบินจะให้เรานำกระเป๋าติดตัวขึ้นเครื่องกันได้แค่ 1 ใบ (แต่ผมมักมีกระเป๋ากล้องหรือกระเป๋าเล็กๆติดตัวเสมอก็ไม่ได้ห้ามนะครับถ้าขนาดมันไม่ใหญ่เกินไป) เพราะฉะนั้นขนาดที่ หาข้อมูลมาให้ ขอยืมภาพจาก เว็บไซต์ nokair.comนะครับ จะเห็นว่าขนาด 7 กิโลกรัมเป็นมาตรฐานของทุกสายการบิน เพราะฉะนั้นกรณีเราจะซื้อใบเล็กเสริมอีกใบอย่าลืมคำนึงเรื่องของขนาดตามภาพนี้ไว้ให้ดีครับ
(อ่านรายละเอียดทั้งหมดได้ที่นี่นะครับ http://www.nokair.com/contents/journey_plan/baggage_info/th-TH/index.html )

มาถึงกระเป๋าแบบที่สองคือแบบสะพายครับ จริงๆ แบบเป้ก็มีวิธีการเลือกเหมือนกันเอาไว้ ขอเขียนแยกอีกทีดีกว่ารายละเอียดเยอะเหมือนกัน มาถึงแบบสะพายพกพาขนาดเล็ก แบบนี้เหมาะมากจริงๆเวลาผมเดินทางเพราะแบบนี้ละครับที่จะใส่ของใช้กระจุกกระจิก เศษสตังค์ บางครั้งผมก็ใช้ใส่เลนส์ก็เคยมาแล้ว
กระเป๋าแบบพกพานี้มีให้เลือกหลายๆแบบ เพราะฉะนั้นผมชอบแบบที่เอามาคาดเอว แต่พอใช้จริงๆก็มักจะมาคล้องไหล่มากกว่าเพราะมันสามารถหมุนและหยิบของใช้ต่างๆได้ง่ายและสะดวกที่สุด ยิ่งหากไปต่างประเทศด้วยแล้วการเก็บสิ่งของสำคัญเช่น Passport, ตั๋วรถ เครื่องบิน  มือถือ กระเป๋าตังฯลฯจะหยิบได้ง่ายกว่าใส่ในกระเป๋ากางเกงที่เรามักจะหลงลืมง่ายๆ
การเลือกซื้อกระเป๋าเดินทาง,กระเป๋าลาก,กระเป๋าลาก 4 ล้อ,กระเป๋าลาก 2 ล้อ,วิธีเลือกซื้อกระเป๋าเดินทาง

มาถึงแหล่งของการเลือกซื้อกันบ้าง ปัจจุบัน นอกจากวิธีเดิมๆคือการไปเดินตามร้าน หรือ งาน Event ต่างๆ หากเราไม่มีเวลาจริงๆ การเลือกซื้อผ่านช่องทางเว็บไซต์ออนไลน์ก็เป็นอีกวิธีที่ง่ายและสะดวกข้อดีเลยคือคุณไม่จำเป็นต้องออกจากบ้าน สามารถหาข้อมูลเปรียบเทียบได้ง่ายๆ และที่สำคัญมีแบบให้เลือกได้หลากหลายมาก
ขอยกตัวอย่างสักเว็บที่ผมค้นๆดูแล้วเห็นว่ามีกระเป๋าให้เลือกเยอะดีและมีทุกๆแบบที่ผมเขียนถึงเลยคือ http://www.cdiscount.co.th/sports-fashion/bags/luggages  เข้าไปเลือกหมวดกระเป๋าเดินทาง

ก็จะปรากฎทุกๆแบบที่เขียนถึงไปขึ้นมา ที่นี่คุณก็เลือกแบบที่อยากได้ด้วยตัวเองได้แล้ว อ่ออีกนิด การสมัครสมาชิกด้วย e-mail สามารถนำมาเป็นส่วนลด 10%ในการซื้อสินค้าในเว็บนี้ได้ด้วยเพราะฉะนั้นลองเลือกๆกันดูนะครับ

หมดแล้วครับหวังว่าบทความเกี่ยวกับการเลือกซื้อกระเป๋าเดินทางครั้งนี้น่าจะมีประโยชน์กับคุณๆบ้าง  ถือเป็นบทความเบาๆคั่นระหว่างการเดินทาง หนหน้าจะเป็นเรื่องราวการเดินทางท่องเที่ยวที่ไหนนั้นโปรดติดตามกันให้ดีนครับ วันนี้ลากันก่อนจะพบกันนะครับ สวัสดี