Home Blog Page 33

รีวิว >> The Twilight Saga: Breaking Dawn Part 2

0

เรื่อง : maxdamon

และแล้วก็ถึงครั้งสุดท้ายที่ทั้งโลกจะได้ “ทไวไลท์” ไปด้วยกัน

             เดินทางมาอย่างยาวนาน เริ่มตั้งแต่หนังสือสู่ภาพยนตร์ที่ต้องทำออกมาถึง 5 ภาค เพื่อจบเรื่องราวความรักระหว่างมนุษย์ แวมไพร์ และ มนุษย์หมาป่านี้ลงได้ และต้องย้ำนะว่า “ความรัก” เพราะจริงๆ แล้วตัวนิยาย Twilight คือเรื่องราวที่เล่าผ่านมุมมองของหญิงสาว บูชาความรัก การคาดหวังจะได้เห็นการต่อสู้ดุเดือดเลือดพล่านของทั้งคน แวมไพร์ และ มนุษย์หมาป่า ควรจะเปลี่ยนไปดูซีรีส์อย่าง The Vampire Diary อะไรแบบนั้นนี้กว่า อย่ามาคาดหวังกับภาพยนตร์แฟรนไชส์เรื่องนี้เลย

            ส่วนหนึ่งที่แฟนๆ ยังคงหลงรักนิยายชุด Twilight นั่นก็คือการที่ผู้อ่านยอมให้ เบลล่า เป็นตัวแทนของสาววัยรุ่นยุคใหม่ คิดเร็ว ทำเร็ว และที่สำคัญหัวใจเลยแสดงมันออกมาตามความรู้สึกนึกคิดของตัวเอง จุดนี่แหละที่จี๊ดใจ เด็กสาวยุคใหม่ ที่ไม่กล้าก๋ากั๋นเช่นเธอ เพราะมัวแต่เขิลอาย แบบนี้แหละสาวๆ นักอ่าน เลยจะยอมพร้อมใจให้ เบลล่า นำพาพวกเธอไปยังเรื่องราวสนุกๆ ของแวมไพร์เจ้าเสน่ห์กับมนุษย์หมาป่าผู้ซื่อสัตย์ แต่ด้วยการมาเป็นภาพยนตร์จะเจาะกลุ่มสาวๆ อย่างเดียวมากไป ก็คงจะไม่ฮิตเท่าตอนเป็นหนังสือ บทหนังเลยต้องถูกดัดแปลงใหม่ไม่ให้เป็นหนังผู้หญิ้ง ผู้หญิง รวมไปถึงเรื่องเล่าจากมุมมอง เอ็ดเวิร์ด และ เจคอบ ก็ไม่ให้เป็นผู้ช้าย ผู้ชาย สุดท้ายบทก็ตกผลึกออกมาได้เป็น The Twilight Saga ที่มีถึง 5 ภาค

และสำหรับ The Twilight Saga: Breaking Dawn Part 2 เรียกแฟนๆ มาส่งท้ายเพื่อปิดฉาก The Twilight Saga อย่างได้ผล นอกจากจุดดึงดูดหนึ่งก็คือ การต่อสู้ของ แวมไพร์และมนุษย์หมาป่า สิ่งที่ผู้ชมหนุ่มๆ รอมาถึง 5 ภาคก็คือฉากแอคชั่นมันส์หยด ที่ภาคนี้มีมาให้ดูแน่นอน และอีกส่วนหนึ่งก็คือเรื่องราวของเหล่าแวมไพร์จากทั่วทุกมุมโลกI found a beautiful wedding inspiration on One Charming Day’s website. Check it out at https://onecharmingday.com.

            เพราะภาคนี้ ขมเอาแวมไพร์หลากหลายเชื้อชาติทั่วโลกออกมาโชว์ ไม่ว่าจะเป็น แวมไพร์เดนาลี, แวมไพร์อะเมซอน, แวมไพร์อิยิปต์, แวมไพร์โรมาเนีย, แวมไพร์ไอริช แวมไฟร์ญี่ปุ่น รวมไปถึงพวก แวมไพร์เร่ร่อน แต่ละคนจะมีรูปลักษณ์ตามเผ่าพันธุ์จริงๆ และที่เด็ดก็คือบางคนมีพลังพิเศษอีกด้วย ทั้งสร้างกระแสไฟฟ้า ควบคุมดิน น้ำ ลม ไฟ สร้างภาพมายา ฯลฯ และ พวกนี้ต้องประชันกับกลุ่มโวลตูรี่ ที่มีพลังด้านมืดไม่เหมือนใครเช่นกัน ศึกสุดท้ายของเหล่าแวมไพร์เลยจะเต็มไปด้วยความตื่นตา แบบที่ไม่เคยเห็นที่ไหน ขอไม่พูดถึงมนุษย์หมาป่านะ เพราะมีแค่กระโดขย้ำอย่างเดียว – -”

             อีกส่วนหนึ่งที่ต้องเล่าให้ฟังก็คือ การผูกวิญญาณ หรือว่า การผูกจิต (imprint) ของ เจคอบ และ เรเนสเม่ ลูกของเบลล่า เผื่อใครจำไม่ได้… เรื่องของเรื่องก็คือ ฝูงหมาป่าจะฆ่าเรเนสเม่ เนื่องจากไม่มั่นใจในตัวลูกผสมที่จะออกมา หนทางเดียวที่เจคอบ จะรักษาลูกสาวของคนรักได้นั่นก็คือ การผูกจิต และเมื่อทั้งสองเป็นคู่ของกันและกัน ฝูงมนุษย์หมาป่าจึงไม่ตามล่าเรเนสเม่ อีกต่อไป ซึ่งเป็นกฏของฝูงที่จะไม่ทำร้ายร่างของคู่ที่ผูกจิต ส่วนฝั่งคุณแม่แวมไพร์ก็แอบโกรธเจคอบ เพราะว่าเจคอบ กับเรเนสเม่ ดูท่าจะแน่นแฟ้นยิ่งกว่าความสัมพันธ์ระหว่างแม่กับลูกหลายเท่าตัว ยังไม่ทันได้เลี้ยงดูก็กลายเป็นของคนอื่นไปซะแล้ว – -”

และอีกประเด็นนึง โดยเฉพาะคนที่ไม่เคยอ่านหนังสือทไวไลท์มาก่อนไม่ค่อยเข้าใจ ก็คือเรื่องของ เด็กอมตะ อันเป็น Key ของภาคนี้ เด็กอมตะคือเด็กน้อยผู้น่าสงสารที่ถูกกัดจนเป็นแวมไพร์ และเมื่อเป็นเด็กที่มีพลังโดยไม่มีความรู้สึกผิดชอบชั่วดีเนื่องจากยังเด็กอยู่ แถมหิวอีกต่างหาก จึงฆ่าผู้คนตามใจ ต่างจาก เรเนสแม่ ที่เกิดจากการผสมพันธุ์ของแวมไพร์ในท้องของมนุษย์ ส่วนเบลล่ามาเป็นแวมไพร์ในตอนคลอด เรเนสเม่ แล้ว ทำให้เคสของ เรเนสแม่ ต่างจาก เด็กอมตะ จ้า

             หากพูดกันจริงๆ แล้ว Breaking Dawn Part 2 มีการดำเนินเรื่องไม่ต่างจากภาคก่อนๆ เท่าไหร่นัก สิ่งหนึ่งที่ทำให้ภาคนี้ดูตลกก็คือ สเปเชี่ยล เอ็ฟเฟ็กซ์ ที่ถูกเพิ่มเข้ามาอย่างมากมาย ตั้งแต่ฉากล่าสัตว์ของเบลล่า ที่ต้องวิ่งเร็วๆ และห้อยโหนโจนทะยาน ฉากต่อสู้กลางหิมะฯ ที่ยังไม่เนียน แต่ฉากที่ไม่น่าให้อภัยมากที่สุดก็คือ เรเนสเม่ตอนเด็ก ที่ถูกทำด้วย CG ซึ่งผลที่ออกมาผ่านหน้าจอก็คือ เรเนสเม่ เป็นเด็กที่น่ากลัวมาก หน้าตาซีดเซียว ช้ำเลือดช้ำหนอง – -“

ข้อมูล The Twilight Saga: Breaking Dawn Part 2
เรื่องย่อ
เบลล่า (คริสเตน สจ็วต) ได้กลายเป็นแวมไพร์เต็มตัว พร้อมทั้งให้กำเนิดลูกสาว เรเนสเม่ (แมคเคนซี่ ฟอย) เด็กพันธุ์ผสมที่มีการเติบโตที่รวดเร็ว จนทำให้ ตกเป็นเป้าหมายในการลงทัณฑ์จากกลุ่มแวมไพร์ราชวงศ์โวลตูรี่ ในขณะเดียวกัน เจคอบ (เทย์เลอร์ เลาท์เนอร์) หมาป่าเพื่อนรักของเบลล่า ได้อิมปรินท์ผูกจิต กับ เรเนสเม่ และนำฝูงหมาป่าแห่งเมืองฟอร์คสมาร่วมกับกองกำลังของกลุ่มพันธมิตรแวมไพร์แห่งครอบครัวคัลเลน เพื่อทำสู้ในศึกสุดท้ายกับ โวลตูรี่ เพื่อ ปกป้อง เรเนสเม่ …

              Breaking Dawn (เบรคกิ้ง ดอว์น) เป็นหนังสือเล่มที่ 4 ของวรรณกรรม “แวมไพร์ ทไวไลท์” วางจำหน่ายในปี 2008 และขายได้ถึง 1.3 ล้านเล่ม ในเวลาเพียงแค่ 24 ชั่วโมง ซึ่งก็เป็นการเปิดตัวขายหนังสือในวันแรกที่มากที่สุดในประวัติศาสตร์ โดยติดอันดับหนังสือขายดีของ USA Today (ยูเอสเอ ทูเดย์) ถึง 58 สัปดาห์ติดต่อกัน และในปัจจุบันก็ขายได้แล้วกว่า 15 ล้านเล่มทั่วโลก
Home buyers can help you sell your property quickly and easily. They will handle all selling formalities, freeing sellers of any concern. Visit https://www.sellmyhousefast.com/we-buy-houses-maryland/selling-inherited-property-maryland/.

 

New World with Pun Pun :Malaysia ท่องมะละกาเมืองมรดกโลกกันกับ(เค้า)มั่ง

1

เกริ่นนำ…

อะแฮ่ม…สวัสดีครับ พี่ๆ น้าๆ คุณลุง คุณป้า น้า อา อากง อาม่า อาอี๋และสารพัด อาทั้งหลายที่ผมตู่สุดๆของปันปัน ทุกๆคน (  >_< )

ฤกษ์งามยามดี ได้เวลาซักทีแล้วละครับ ที่จะนำเสนอทริบที่เค้า (ฮืมม ใคร ?อ่ะ)

ได้มีโอกาสได้ออกนอกประเทศเป็นครั้งแรกแบบ Fullboard ฟรีทุกอย่าง(แน่นอนเพราะพ่อแม่จ่ายให้นี่ฮับบ ^ ^)

ได้ออกย่ำด้วยรองเท้าเบอร์ 24 size เด็กของเค้า ไปทั่วมาเลย์เซีย

ได้มีโอกาสสำรวจโลกใบน้อยๆใบนี้ ในวัยที่กำลังขบจุกนมอย่างเอร็ดอร่อยดีเชียวละฮับ อิอิ

ไปครับ ไปกันกับพ่อจ๋าแม่จ๋าและปันปันในการ ทริบชื่อเก๋ๆ ในตอนแรกนี้ว่า “Malaysia ท่อง มะละกาเมืองมรดกโลกกันกับ(เค้า)มั่ง”

พาไปชิมอาหารอินเดียนเซทที่ AL SARAY

0
รีวิวอาหารอินเดียน_ร้าน_AL_SARAY

อาหารอินเดียนหน้าตาแปลกๆ รสชาติอาจจะไม่คุ้นปากคนไทยสักเท่าไหร่ แต่รับรองว่าจะต้องเปลี่ยนใจแน่ๆ เพราะวันนี้เรามีอาหารเซทแบบอินเดียนมาฝาก ซึ่งจริงๆแล้วร้าน AL SARAY เป็นร้านอาหารสไตล์ตะวันออกกลางผสมผสานระหว่างเลบานิสกับอินเดียน

รีวิวร้าน_AL_SARAY_อาหารอินเดียน

รีวิวอาหารอินเดียน_ร้าน_AL_SARAY

มาเริ่มต้นด้วยของทานเล่นที่ใช้เคียงเกือบทุกเมนูเลยก็ว่าได้ Naan สไตล์อินเดีย เป็นแป้งคล้ายๆ กับโรตีของบ้านเรา แต่จะกรอบและแห้งกว่า กรรมวิธีที่ทำก็คือจะเอาแป้งไปอบในโอ่งโดยแป๊ะไว้ข้างๆผนังโอ่งกลับไปกลับมาจนสุก ซึ่ง Naan จะเป็นแป้งหลักที่สามารถกินคู่กับ Hummus หรือ Bindi Masala จะเข้ากันมาก

รีวิว_Naan_ร้าน_AL_SARAY_อาหารอินเดียน

Biryani Chicken ข้าวหมกเลือกเป็นไก่ เมนูนี้ใช้ข้าวแขก ข้าวจะสวยเรียงเม็ดไม่เละ รสชาติเข้มข้นหอมเครื่องเทศ เวลากินจะต้องคว่ำถ้วยลงจากเพราะน้ำเครื่องเทศที่อยู่ก้นถ้วนจะได้กระจายทั่วข้าว

รีวิวข้าวหมกไก่_ร้าน_AL_SARAY_อาหารอินเดียน

Bindi Masala แกงคั่วผัดแบบแห้งๆ ใส่ ใช้กระเจี๊ยบเขียวเป็นหลัก ใส่มะเขือเทศเพิ่มรสหวานเปรี้ยวนิดๆ รสชาติเครื่องเทศคล้ายกะหรี่ปั๊บบ้านเรานี่แหละครับ

รีวิว_Bindi_Masala_แกงคั่ว_AL_SARAY_อาหารอินเดียน

Samosa เมนูของทอดซึ้งถืออาหารว่างสำหรับชาวอินเดียว ทางร้านจะมีให้เลือก 3 ไส้ ผัก แกะ ไก่ เสิร์ฟพร้อมน้ำจิ้มสะระแหน่บด ผสมกระเทียมนิดหน่อยเพื่อใช้ดับเลี้ยนได้ด้วย

รีวิวSamosa_ร้าน_AL_SARAY_อาหารอินเดียน

Mix Tandoori Kabab Platter ไก่ชิ้น ไก่ติดกระดูก เนื้อแกะ ย่างออกเกรียมๆ กินคู่กับน้ำจิ้มสะระแหน่บด ผสมกระเทียมนิดหน่อยเพื่อดับเลี้ยน รสจะออกฉุนๆเผ็ดๆ แต่ไม่มาก

รีวิว_Mix_Tandoori_Kabab_Platter_ร้าน_AL_SARAY_อาหารอินเดียน

Butter Chicken สีคล้ายๆ แกงพะแนงบ้านเราแต่จะข้นกว่ามาก เมนูนี้ใช้ไก่ฉีดผสมเครื่องเทศแบบอินเดียน มีกลิ่นหอมใหญ่ รสมันของเนย และออกเปรี้ยวนิดๆ

รีวิวButter_Chicken_ร้าน_AL_SARAY_อาหารอินเดียน

Dal Makhani แกงถั่วสไตล์อินเดีย ใส่ถั่วเยอะมากทั้ง back bean, fava bean, lentil bean และถั่วอื่นๆอีก รสชาติจะออกมันๆ ใช้ Naan จิ้มคู่จะอรอ่ยยิ่งขึ้น

รีวิวDal_Makhani_แกงถั่วร้าน_AL_SARAY_อาหารอินเดียน

สำหรับใครที่อยากจะมาลองอาหารเซทอินเดียนที่ Al Saray ร้านอยู่ชั้น 4 อาคารบางกอก ซอยศูนย์วิจัย 7 เปิดทุกวัน 08.00 น. – 23.00 น. โทร 02-3194388 และสามารติดตามข่าวสารได้ที่ http://www.facebook.com/GourmetHouseClub

เมืองแป้(แพร่)…ที่ฮัก

16

ก่อนอื่นต้องขอสวัสดีผู้ที่พร้อมจะร่วมทริปไปกับเราในครั้งนี้ก่อนนะครับ ต้องขอเกริ่นนำกันก่อนสักนิดว่า ทริปนี้เรามีเพื่อนร่วมทางไปกว่า 20 ชีวิตเลยทีเดียว โดยการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย นำขบวนผู้โชคดี 20 ท่าน ที่ได้รับคัดเลือกจากการเข้าร่วมกิจกรรมจากชุมชนคนเที่ยวเหนือ (http://gonorththailand.com) เดินทางไปกับรายการเถลไถลพร้อมคู่ซี้โจ AF2 กับ ซานิ AF6 เดินทางวันที่ 26-28 ตุลาคม 2555 รวมเป็นเวลา 3 วัน 2 คืน

จุดรวมพลของเราคือสนามบินดอนเมืองครับ แต่ละคนดูตื่นเต้นและเตรียมตัวมาอย่างดีมากๆ สำหรับการเดินทางในครั้งนี้

เมื่อทุกคนพร้อม ก็ได้เวลาบินกันแล้วครับ ลุยๆๆๆ

พระอาทิตย์กำลังโผล่ขึ้นจากขอบฟ้าพอดีเลยครับ นับว่าเป็นโชคดีตั้งแต่เริ่มเดินทาง

ใช้เวลานั่งเครื่องประมาณ 40 นาทีก็ถึงท่าอากาศยานพิษณุโลก ถึงก่อนกำหนดการ 10 นาที เหตุผลที่ต้องมาลงที่จังหวัดพิษณุโลกเพราะว่าวันที่เราเดินทางนั้นไม่มีเที่ยวบินที่จะบินไปแพร่นั่นเองครับ

สภาพอากาศแจ่มใส ท้องฟ้าปรอดโปร่งเหมาะแก่การเก็บภาพสวยๆ เป็นอย่างยิ่ง

เดินทางกันต่อจากพิษณุโลกมาจังหวัดแพร่ เป้าหมายแรกของเราคือพระธาตุช่อแฮ ซึ่งเป็นปูชนียสถานอันศักดิ์สิทธิ์คู่บ้านคู่เมืองแพร่ บุคคลที่ได้มาเที่ยวแพร่แล้วต้องมานมัสการพระธาตุช่อแฮเพื่อเป็นศิริมงคลกับตนเอง จนมีคำกล่าวว่า ถ้ามาเที่ยวจังหวัดแพร่ แต่ไม่ได้มานมัสการพระธาตุช่อแฮเหมือนไม่ได้มาจังหวัดแพร่

พระธาตุช่อแฮอยู่ห่างจากตัวเมืองประมาณ 9 กิโลเมตร ตั้งอยู่ที่เลขที่ 1 หมู่ที่ 11 ถนนช่อแฮ ตำบลช่อแฮ อำเภอเมืองแพร่ จังหวัดแพร่ บนเนื้อที่ 175 ไร่

พระธาตุช่อแฮเป็นเจดีย์ที่ประดิษฐานพระเกศาธาตุ และพระบรมสารีริกธาตุ พระศอกซ้ายของพระพุทธเจ้า

ลักษณะเป็นเจดีย์ทรงแปดเหลี่ยมย่อมุมไม้สิบสองศิลปะเชียงแสน สูง 33 เมตร ฐานสี่เหลี่ยมกว้างด้านละ 11 เมตร สร้างด้วยอิฐโบกปูน หุ้มด้วยแผ่นทองเหลืองลงรักปิดทอง

ส่วนพระอุโสถกำลังบูรณะหลังคา แต่ก็สามารถเข้านมัสการพระพุทธด้านในได้ครับ

พระธาตุช่อแฮเป็นพระธาตุประจำปีขาล (ปีเสือ) หากนำผ้าแพรสามสีไปถวายจะทำให้ชีวิตมีพลังคุ้มครองป้องกันศัตรูได้ พลังบารมีจะดลบันดาลให้มีชีวิตที่ดีขึ้น

ไปพักรับประทานอาหารกลางวันกันที่ร้านม่อนนกยูง

เป็นร้านอาหารพื้นเมือง-อาหารไทย ตั้งอยู่ที่ 124/2 ตำบลช่อแฮ อำเภอเมือง จังหวัดแพร่ 5400 สามารถติดต่อได้ที่เบอร์โทรศัพท์ 085-5272223

บรรยากาศสบายๆ ท่ามกลางธรรมชาติ

ถึงจะอยู่ท่ามกลางธรรมชาติแบบนี้แต่ยังมีบริการ wifi ฟรีด้วยนะครับ ดีจริงๆ

มีเมนูอาหารให้เลือกรับประทานมากมายหลายเมนู ต้องขอบอกว่าอาหารอร่อยมากๆ เลยครับ ว่าแล้วก็ไปดูกันเลยดีกว่าว่ามื้อนี้เราสั่งเมนูไหนมารับประทานกันบ้าง เมนูแรกคือออเดิร์ฟเมือง เมนูถัดมาคือปลาม่อนนกยูง เมนูที่สามของเราคือยำยอดซาโยเต้กุ้งสด เมนูที่สี่คือแกงส้มตูนปลาคัง เมนูสุดท้ายคือเห็ดสามอย่างผัดกุ้ง และปิดท้ายด้วยผลไม้

ต่อไปเราจะพาไปชมการสาธิตการทำเสื้อหม้อฮ้อมพร้อมทั้งร่วมทำกิจกรรมผ้ามัดย้อมที่บ้านทุ่งโฮ้ง

อาชีพหลักของที่นี่คือการทำผ้าหม้อฮ้อมแท้ ซึ่งเป็นภูมิปัญญาท้องถิ่นของบรรพบุรุษที่สืบทอดกันมาหลายชั่วอายุคนและเป็นเอกลักษณ์ของจังหวัดแพร่ จนได้คัดเป็นหมู่บ้านท่องเที่ยว OTOP เชิงหัตถกรรม ปัจจุบันผ้าหม้อฮ้อมที่บ้านทุ่งโฮ้งมีจำนวนหลายสิบร้านมีผลิตภัณฑ์ที่หลากหลายรูปแบบ มีทั้งแบบดั้งเดิมและแบบทันสมัย

หม้อห้อม หรือหม้อฮ้อม เป็นภาษาพื้นเมืองมาจากหม้อซึ่งเป็นภาชนะดินเผา ห้อม หมายถึงพืชชนิดหนึ่ง เรียกว่าต้นห้อม หรือต้นครามนำมาเป็นสีย้อมผ้าให้เป็นสีน้ำเงิน (กรมท่า) ผ้าหม้อฮ้อมแท้ๆ นั้นเมื่อซักครั้งแรกสีจะตก จึงนิยมไปแยกซักด้วยการแช่นำเกลือไว้ 1 คืน แล้วค่อยนำไปซักตามปกติ

นอกจากนี้พวกเรายังได้ร่วมกันทำกิจกรรมย้อมสีผ้าหม้อฮ้อม เริ่มตั้งแต่การนำผ้าขาวมามัด ซึ่งการมัดก็มีหลายวิธีที่แตกต่างกันไป แต่ละวิธีก็จะให้ลวดลายออกมาแตกต่างกัน ซึ่งแต่ละแบบก็มีความสวยงามแตกต่างกันไปหลากหลายรูปแบบตามสไตล์ของแต่ละคน จากนั้นก็จะนำผ้าที่มัดแล้วไปย้อมสี ไม่นานเราก็จะได้ผ้าหม้อฮ้อมที่สวยงามจากการทำขึ้นมาด้วยตัวเองเป็นผ้าที่มีลวดลายเดียวในโลก และแน่นอนเราสามารถนำผ้าหม้อฮ้อมที่ตัวเองย้อมนำกลับไปเป็นของที่ระลึกได้อีกด้วย

เสร็จจากกิจกรรมสนุกๆ แล้วก็เดินทางสู่ที่พักของเรา คือโรงแรมภูมิไทยการ์เด้น

สภาพแวดล้อมของโรงแรมสวยงาม ดูเป็นธรรมชาติดีครับ

ร่วมรับประทานอาหารมื้อเย็นแบบล้านนา ขันโตก ซึ่งเป็นประเพณีของชาวเหนือที่นิยมปฏิบัติสืบต่อกันมา ตั้งแต่โบราณ

พร้อมทั้งชมศิลปะการแสดงพื้นบ้านและสาธิตการทำขนมชื่อดังของเมืองแพร่ และยังสามารถร่วมทำขนมด้วยตนเองได้ด้วย

เช้าวันที่ 27 ตุลาคม 2555 วันนี้พวกเราจะพาไปนั่งสามล้อ ผ่อเฮือนเก่า เล่าขานตำนานเมืองแป้

มีขบวนสามล้อมารับกันถึงหน้าโรงแรมเลยครับ

พร้อมแล้วก็เริ่มเดินทางกันได้เลย

ระหว่างทางที่นั่งบนสามล้อ ก็มองเห็นสภาพบ้านเรือนของคนจังหวัดแพร่ เป็นบ้านเมืองที่ดูไม่ใหญ่โตมากนัก บ้านเมืองดูเงียบสงบไม่วุ่นวาย บรรยากาศยามเช้าปลอดโปร่งแจ่มใส ผู้คนที่พบผ่านยิ้มแย้มตอนรับนักท่องเที่ยวที่มาเยือนเป็นเมืองที่น่าอยู่มากๆ ทีเดียวครับ

ทางด้านขวามือที่เห็นเป็นเนินดินนั้น นั้นใช้เป็นกำแพงเมืองที่ถูกสร้างมาตั้งแต่ในอดีต

ที่แรกที่เรามาถึงคือศาลหลักเมืองจังหวัดแพร่ ซึ่งแต่เดิมชาวบ้านเรียกว่า สะดือเมือง

ถัดจากศาลหลักเมืองเราเดินต่อไปอีกนิดหน่อยก็จะพบกับ พิพิธภัณฑ์เมืองแพร่ “คุ้มเจ้าหลวง”  ตั้งอยู่บนถนนคุ้มเดิม สร้างปี พ.ศ. 2435 โดย เจ้าหลวงพิริยชัยเทพวงศ์(พระยาพิริยวิไชย) เป็นสถาปัตยกรรมสมัยรัชกาลที่ 5 ยุคต้น เป็นแบบสถาปัตยกรรมไทยผสมยุโรปหรือทรงขนมปังขิงที่นิยมในสมัยนั้น

ภายใต้ตัวอาคาร 2 เมตร มีห้องที่ใช้สำหรับคุมขัง ข้าทาส บริวาร จำนวน 3 ห้อง ห้องกลางเป็นห้องทึบแสงสว่างไม่สามารถสาดส่องเข้าไปได้เลยใช้เป็นที่คุมขังข้าทาสบริวารที่กระทำความผิดร้ายแรง ส่วนอีก 2 ห้อง ปีกซ้ายและปีกขวามีช่องแสงให้แสงสว่างเข้าไปได้บ้าง ใช้เป็นที่คุมขังผู้ที่มีความผิดไม่ร้ายแรง ซึ่งใช้เป็นที่คุมขัง ข้าทาส บริวาร มายาวนานกว่า 50 ปี จนกระทั่งพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 5 ประกาศเลิกทาส คุกทาสจึงกลายมาเป็นที่คุมขังนักโทษทั่วไป

 

ปัจจุบันคุ้มเจ้าหลวงจัดทำเป็นพิพิธภัณฑ์เมืองแพร่ และยังเคยใช้เป็นสถานที่ถ่ายทำละครสุดฮอตแห่งปีคือ เรื่อง “บ่วง” อีกด้วย

จากนั้นเรานั่งสามล้อต่อไปที่บ้านวงศ์บุรี ลักษณะเป็นบ้านทรงขนมปังขิง ซึ่งเป็นที่นิยมมากในสมันรัชกาลที่ 5 แถมด้านในยังประดับประดาด้วยของใช้เก่าแก่ของตระกูลที่ยังดูดีเสมือนใหม่จนได้รับรางวัล อนุรักษ์ดีเด่นปี พ.ศ. 2535 บ้านวงศ์บุรียังเคยใช้เป็นสถานที่ถ่ายทำละครถึง 5 เรื่อง ล่าสุดได้กระแสตอบรับเป็นอย่างดี คือเรื่อง “รอยไหม” ยิ่งทำให้บ้านวงศ์บุรีได้รับความสนใจจากนักท่องเที่ยวเพิ่มมากขึ้นเป็นอย่างมาก

 

สถานที่ต่อไปคือคุ้มวิชัยราชา ซึ่งเป็นคุ้มของเจ้าหลวงองค์สุดท้ายของเมืองแพร่ และถือเป็นคุ้มที่มีความเกี่ยวพันกับการเมืองมากที่สุดตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบัน คุ้มวิชัยราชาสร้างระหว่างปี พ.ศ. 2434-2438 ถึงแม้ว่าจะมีอายุเก่าแก่เกินร้อยปี แต่คุ้มก็ยังมีโครงสร้างที่มั่นคงแข็งแรง โดดเด่นด้วยลวดลายฉลุที่สวยงามอ่อนช้อย ล้วนเป็นศิลปะที่หายาก สมควรอนุรักษ์ไว้เป็นอย่างยิ่ง

ช่วงบ่ายเราจะพาทุกคนไปสัมผัสและร่วมดำเนินวิถีชีวิตตามแนวปราชญ์ชาวบ้าน ที่บ้านของ นาย มนูญ วงค์อรินทร์ เกษตรกรดีเด่นของเมืองแพร่ ปัจจุบันที่นี่ได้รับคัดเลือกให้เป็นศูนย์เครือข่ายปราชญ์ชาวบ้านของจังหวัดแพร่ ในการถ่ายทอดความรู้ให้แก่เกษตรกรทั่วไปที่เข้าร่วมโครงการพัฒนาการเกษตรตามแนวทฤษฎีใหม่โดยยึดปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง

ที่นี้เลี้ยงปลาดุกให้สามารถขึ้นมากินอาหารบนบกได้ด้วยนะครับ สุดยอดไปเลย ที่สำคัญตัวใหญ่มากๆ สังเกตุได้จากปากแทบจะงับตะหลิวได้ทั้งอันอยู่แล้ว ฮ่าๆ

ภายในบริเวณบ้านร่มรื่น มีพรรณไม้หลากหลายสายพันธุ์ ทั้งพืชผักสวนครัว และปลูกเพื่อความร่มรื่น

พวกเรายังได้ร่วมกันทำกิจกรรมทางการเกษตร ได้แก่ การทำไข่เค็มสมุนไพร การทำถั่วงอกไร้รากปลอดสารพิษ และการทำน้ำยาอเนกประสงค์

ซึ่งก็ได้เรียนรู้ตั้งแต่การเตรียมอุปกรณ์ วิธีการทำ และการนำไปใช้งาน ซึ่งพวกเราที่ได้ร่วมกันทำกิจกรรมก็สามารถนำความรู้ไปใช้ประโยชน์ต่อได้ หรืออาจจะนำไปต่อยอดทำเป็นอาชีพเลยก็ได้สบายๆ ครับ

เสร็จจากกิจกกรรมเราก็จะพาไปรับประทานอาหารเย็นกันที่ร้านบ้านฝ้าย เป็นร้านอาหารขนาดใหญ่พอสมควร บรรยากาศดี อาหารอร่อย ว่าแล้วท้องก็เริ่มร้อง ขอตัวไปรับประทานอาหารก่อนนะครับ

 

28 ตุลาคม 2555 วันสุดท้ายของการมาแอ่วเมืองแป้แล้ว

ไหนๆ ก็ไหนๆ ก่อนที่เราจะแยกจากกัน ก็ขอถ่ายรูปหมู่ไว้เป็นที่ระลึกกันสักหน่อย : )

และที่สุดท้ายที่เราจะพาไปก็คือพิพิธภัณฑ์เสรีไทยจังหวัดแพร่ ก่อตั้งขึ้นเมื่อปี พ.ศ. 2550 โดยนายภุชงค์ กันทาธรรม บุตรของนายทอง กันทาธรรม อดีตหัวหน้าเสรีไทย สายแพร่ ก่อตั้งขึ้นเพื่อแสดงเรื่องราวที่สำคัญในอดีตของชาวจังหวัดแพร่ โดนเฉพาะในช่วงที่เกิดขึ้นระหว่างสงครามของเอเชียบูรพา หรือช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2 การเสียสละที่ยิ่งใหญ่เพื่อชาติ มีรูปภาพและข้อมูลต่างๆ เกี่ยวกับขบวนการเสรีไทย แสดงถึงความสมัครสมาน สามัคคี ความร่วมมือ ร่วมใจเพื่อประเทศชาติ และเพื่อเป็นการแสดงความเคารพคารวะต่อบรรพบุรุษผู้กล้าหาญของเมืองแพร่ นักท่องเที่ยวสามารถเข้าชมฟรีทุกวัน

หลังจากชมพิพิธภัณฑ์เสรีไทยจังหวัดแพร่เสร็จ ก็ได้เวลาเดินทางกลับกันแล้วหล่ะครับ ระยะเวลา 3 วัน 2 คืนที่ได้มาเยือนแพร่ในครั้งนี้ นับว่าคุ้มค่ามากๆ เลยครับ ได้ทั้งท่องเที่ยวสถานที่สำคัญๆ ของจังหวัดแพร่ สัมผัสบรรยากาศของเมืองแพร่ และที่สำคัญเราได้ใกล้ชิดกับคนที่นี่ ได้เรียนรู้ ได้เห็นอะไรหลายๆ อย่างที่นอกเหนือจากการท่องเที่ยวทั่วๆ ไป ที่สำคัญที่สุดสำหรับทริปนี้ผมว่าเป็นมิตรภาพระหว่างการเดินทางที่ผู้ร่วมทริปทุกคนมอบให้ซึ่งกันและกัน ขอบคุณผู้ร่วมทริปทุกท่านสำหรับการเดินทางครั้งนี้ หวังว่าเราจะได้กลับมาร่วมเดินทางกันอีกครั้งครับ สวัสดีครับ : )

 

ที่เที่ยว:สิชล…เหมือนต้องมนต์เสน่ห์ รอย :) จาก…เธอ

4

“เช้านี้โชคดีแล้วววว…. หวันขึ้น โผล่พ้นขอบฟ้ามาให้เห็นแบบนี้” ผมตะโกนเป็นภาษาใต้ที่เพิ่งรู้มาเมื่อเย็นวาน อยู่ในหัวตัวเองดังๆ ขณะที่มือก็กำลังรัวสายลั่นชัตเตอร์ อยู่คนเดียว

………….. ( “หวัน”  ในภาษาปักษ์ใต้  หมายถึง  ตะวัน หรือ ดวงอาทิตย์   “ หวันขึ้น” จึงหมายถึง ช่วงเวลาที่พระอาทิตย์ขึ้นในยามเช้านั้นเอง )…………..

5.30 น.

ผมตื่นเช้าๆแบบนี้เข่นเคย ต้องถือเป็นข้อดีที่สุดของการเลือกมาพักที่ หาดหินงาม ก็คือ การได้ชมพระอาทิตย์ขึ้นยามเช้าแบบง่ายๆเดินกันไม่กี่ก้าวก็ถึงแล้วนับว่าโชคดีมากๆ

ภาพ หวันขึ้นริมขอบฟ้าดูกี่ครั้งไม่เคยเบื่อเลย ผมรำพึงกับตัวเอง ขณะกำลังปีนป่าย ไปตามโขดหินที่รื่นและเป็นมันด้วยความทุลักทุเล
มือข้างนึงถือข้างตั้งบวกกล้อง อีกข้างจับกระเป๋าสะพายใบใหญ่ ยังนึกบ่นๆตัวเองอยู่ว่าไหมไม่วางมันลงไปซะ

 

หาดหินงาม ไม่ได้งามแค่หินเท่านั้น…

ทะเลและชายหาด ก็งามไม่แพ้กันเลย ตลอดเวลาที่พักอยู่หาดนี้ โชคดีที่ได้เห็นพระอาทิตย์ขึ้นแม้จะไม่เต็มใบแต่ก็ยังได้เห็นแสงแรกแว็บฝ่า เมฆออกมาจนได้

หาที่ตั้งหลักเหมาะได้ จับเป็นแบบซะเลย …
พระอาทิตย์ขึ้นเช้านี้ พิเศษกว่าทุกเช้า
ผมมักจะถือเป็นฤกษดี ทริบไหนก็ตามที่อยากได้แดดสวยๆ ฝนไม่มีตลอดการเดินทาง

การได้เริ่มต้นวันใหม่ และได้แสงพระอาทิตย์อาบตัวยามเช้าคิดบวกกันตัวเองได้ง่ายๆว่า.. “ทริบนี้ผมน่าจะได้พบอะไรดีๆแน่ๆเลย”

ผมบอกตัวเองแบบนี้… บอกตัวเอง ในเช้าวันที่ 2 ของการเดินทางลงใต้มายังอำเภอชื่อสั้นแสนเพราะอย่าง “สิชล” กับจังหวัดที่เคยแค่ผ่านๆอย่าง “นครศรีธรรมราช” ในทริบลงใต้เมื่อหลายปีก่อน

และวันนี้ผมจะพาเพื่อนๆ พี่ๆ ลุง ป้า น้า อา อากง อาม่า ฯ ทุกๆท่านไปเที่ยวด้วยกันกับปันปัน และครอบครัว one22 ของเรากันครับ

………………….

ทริบ เมืองคอนหนนี้ นอกจากที่เที่ยวแล้ว มีสิ่งนึงที่ผมพบหลังจากกลับมา จนมานั่งทบทวนว่าเราประทับใจอะไรมากที่สุด คำตอบอยู่ที่ จั่วหัวไว้เลยครับ “รอยยิ้ม” นั้นเอง

ทุกๆที่ที่ผมไป…

ทุกๆครั้ง ที่ผมยกกล้องถ่ายภาพขึ้นมา… พร้อมขอเก็บภาพคนตรงหน้า

ไม่นับรูปถ่ายวิวทิวทัศน์…

ที่เหลือล้วนแต่มีแต่ผู้คนยิ้มแย้มแจ่มใส  แบบที่เราเอง ก็อดแปลกใจไม่ได้

คุณน่าจะนึกออกเวลาคนใต้เค้าทำหน้านิ่ง หน้าจะดูดุมากๆจริงไหมครับ แต่พอยิ้มเห็นฟันขาวเท่านั้นล่ะ วินาทีก่อนหน้านั้นก็หายไปทันที พร้อมๆกับมิตรภาพก็เข้ามาแทนที่

หนนี้ผมจะพาคุณๆทัวร์แบบยิ้มๆไปด้วยกันกับผมครับ

 

พร้อมแแล้วหลังบรรทัดนี้ไปขอเชิญไปสัมผัสชีิวิตแสนเรียบง่าย แต่เต็มไปด้วยมนต์เสน่ห์…

ยิ่งหากเมื่อคุณๆได้มาสัมผัสด้วยตัวคุณเองคุณอาจจะต้องรีบแพ็คกระเป๋าลงใต้กันเลยก็เป็นได้ครับ

ราชาข้าวเหนียวมูลจากร้าน ช.ศรแก้ว

0
ข้าวเหนียวมูล_ช_ศรแก้ว

วันนี้ขอคั้นของคาวด้วยความอร่อยของข้าวเหนียวมะม่วงจากร้าน ช.ศรแก้ว สักหน่อยดีกว่า ซึ่งข้าวเหนียวของที่นี่ได้ฉายาว่าเป็น “ราชาแห่งข้าวเหนียวมูล” เปิดขายความอร่อยมากว่า 30 ปี

ข้าวเหนียวมูล_ช_ศรแก้ว

ทีเด็ดของที่ใครมาร้านนี้จะต้องลองเห็นจะเป็นข้าวเหนียวมูล 9 สี หลากรสชาติ ซึ่งได้มาจากสมุนไพรทั้งนั้น ไม่ว่าจะเป็น ใบเตย ขมิ้น ข้าวเหนียวดำ อัญชัญ กุหลาบ บลูเบอร์รี สตอว์เบอร์รี ส้ม งาดำ และชาเขียว นอกจากข้าวเหนียวแล้ว กะทิที่ใช้ราดทางร้านก็ใช้กะทิคั้นสดใหม่ทุกวันรสชาติจึงอร่อยไม่เปรี้ยวหรือมีกลิ่นเหม็น ส่วนมะม่วงก็คัดพิเศษจากหลายตลาดทั้งน้ำดอกไม้ และอกร่อง ที่สำคัญแม่ค้าชำนาญมากหั่นไม่เละ

ข้าวเหนียวมูล_ช_ศรแก้ว

แต่นอกจากข้าวเหนียวมะม่วงแล้วก็ยังมี ข้าวเหนียวหน้าปลาแห้ง หน้าสังขยา ข้าวเหนียวทุเรียน และขนมไทยอีกหลากหลายชนิดเลย ทั้งทองหยิบ ทองหยอด ฝอยทอง ขนมชั้น บ้าบิ่น และอีกหลายอย่าง ผมจำไม่หมดจริงๆ

ข้าวเหนียวมูล_ช_ศรแก้ว

ใครอยากจะมาลอง…ร้านนี้อยู่ในซอยโชคชัย4 ทางเข้าหมู่บ้านรวมโชค หรือ โชคชัย 4 ซอย 54 ร้านอยู่ทางซ้ายมือไม่ไกลจากปากซอยมากนัก เปิดตั้งแต่ 6 โมงเช้า ไปจนถึง 3 ทุ่ม หรือจะโทรสอบถามก่อนก็ได้ที่เบอร์ 02-9310000

ที่พัก:Cabochon Hotel หลงเสน่ห์…กลางกรุง

0

ฤดูฝนปีนี้ดูยาวนานเป็นพิเศษ …นานจนแทบลืมแดดกันไปเลย

ไม่ว่าจะไปมุมไหนของประเทศเรา ล้วนแต่เจอพระพิรุณกันทั่วหน้า…

หนนี้ไมไ่ด้พาคุณๆหนีฝนออกไปไหนไกล แวะพามาเที่ยวใกล้ๆบ้านอย่างกรุงเทพฯ กันบ้าง

ถ้าอ่านรีวิวของ one22 มาตลอดจะรู้ว่ายังไม่เคยแนะนำที่พักในกรุงเทพฯกันเลยสักครั้ง

เหตุผลง่ายมากครับ ผมเป็นเด็กเต้บ (เขียนยากๆไปทำไหมเนอะ หมายถึงเด็กกรุงเทพฯ นั้นล่ะ ^ ^ )

จนเมื่อเร็วๆนี้มีโอกาสรับเชิญจากพี่ชายใจดีที่เข้ามาดูแลที่นี่ ” CABOCHON HOTEL ” Unique Boutique Hotel ให้มาชมและถ่ายภาพให้
เลยมีโอกาสได้ลองสัมผัส Boutique Hotel ที่ไม่ธรรมดา เพราะให้ความรู้สึกเหมือนหลุดเข้าไปในหนังเจ้าพ่อเซี่ยงไฮ้ กันเลย  ไม่เชื่อ ลองตามมาดูและพักไปพร้อมๆกับเรากันครับ

หนนี้มีรวมภาพทั้งหมดเก็บไว้เป็น Gallery ที่นี้เลยครับ ชมภาพเป็น ออเดริฟ รองท้องกันก่อนได้นะที่นี้เลย

http://s.one22.com/QnLDPu

Gallery : Cabochon Hotel

0

รวมภาพที่พักกลางกรุง ที่ใครจะรู้ว่าแสนกิ๊บเก๋สุดๆ ในสไตล์ ย้อนยุค แบบโคโลเนียล จะเก๋มากน้อยแค่ไหนลองชมภาพกันดูเลยดีกว่า

[nggallery id=158]

 

ที่พัก: ชิลล์กลางฤดูฝน วันสบายๆที่ ่JW Marriott Phuket

0

สระมันใหญ่ดีจัง…

ความคิดแว๊บแรกเข้ามาในหัวของผม ขณะที่กำลังจับจ้องมองไปที่ขอบฟ้า ในหน้าฝนเดือน 8 ในวันที่อากาศเอาแน่เอานอนไม่ได้เลย กับภูเก็ต
แม้จะผ่านช่วงเวลาหลังจาก Check- inมาแล้ว4-5 ชั่วโมงแล้วก็ตาม…

ตอนนี้ผมกำลังยืนอยู่ด้านหน้าของ Lobby ที่มีสระน้ำขนาดใหญ่มากๆ ของ JW Marriott Phuket ที่ออกแบบมาเท่มากๆครับ…

เรียกว่าโชว์ความอลังการงานสร้างของที่นี้ก็ว่าได้

มองนาฬิกา 18.25 น…
สงสัยดูท่าจะหมดสิทธิ์ลุ้นกันแล้วละครับ ที่จะได้ชมพระอาทิตย์ตกที่หาดไม้ขาวในคืนแรก…ที่มาเยือน
ผมคงต้องฝากความหวังไว้คืนถัดไปแทน

คิดได้ดังนี้เลย สาวเท้าด้วยความรวดเร็ว ตามเก็บภาพสระน้ำด้านล่างดีกว่าที่ถือว่าเป็น Hilight ของ JW ก็คงไม่ผิด ตรงนี้เป็นอีกสระด้านล่างอยู่ตรงกลางทางเดินไปหาดไม้ขาวได้ เรียกว่า “Lotus Pond” เค้าจะจุดไฟตั้งแต่ 6 โมงเศษไปจนถึง 2 ทุ่มครึ่ง ได้ ถือเป็น Hilight ของโรงแรมก็ว่าได้

มันสวยมากขึ้นเรื่อยๆ ยิ่งกำลังโพล้เพล้ แสงใกล้ๆหมดร่ำไรแบบนี้ด้วยแล้ว
สุดยอดมาก…

ผมนั่งเก็บภาพ Lotus Pond ไปพลาง…พร้อมนึกย้อนกลับไปถึงเมื่อเช้า… ที่กรุงเทพฯ…อันเป็นต้นทางในการเดินทางครั้งนี้ครับ

ขอหมุนเวลากลับไปที่กรุงเทพฯก่อนนะครับ เพื่อพาคุณๆกลับไปจุดเริ่มต้นของทริบนี้กัน…ตามผมมาดีกว่า

.
..

…. ขอถอยเวลากลับเล็กน้อย ก่อนจะพาคุณๆกลับสู่ ภูเก็ตกันต่อ

สำหรับทริบที่สุดชิลล์ที่สุดในรอบเดือนนี้ กับการกลับไปภูเก็ตอีกครั้งในรอบเกือบ 2 ปีกับ ที่นี้ ” JW Marriott Phuket ” เพราะได้รับคำเชิญดีๆจาก เมื่อเดือนก่อนทำให้ต้องกลับมาพลิกปฎิทินของตัวเองดูช่วงเวลาที่จะพาตัวเอง กลับมาภูเก็ตกันอีกครั้ง

ลังเลเล็กน้อยก่อนจะตอบตกลงในอีก 30 วินาทีถัดมา (เหมือนจะเล่นตัวไปงั้นล่ะ 555)

ผมขอเริ่มต้นการเดินทางที่สุวรรณภูมิกัน หนนี้ยังใช้บริการ Airasia เจ้าเดิมหลังๆมานี่หมดสิทธิ์เปลี่ยนใจไปบินกับเจ้าอื่นๆเลยครับ เพราะโปรโมชั่นที่ออกมาต่อเนื่องจนจองมันข้ามปีซะแล้ว

และเห็นแล้วก็เก็บมาบอกกันครับ สำหรับใครที่มีช่วงเวลาบินหลัง 1 ตุลาคม 2555 นี้ Airasia ก็จะย้ายกลับไปยังถิ่นเก่าที่จากมาอย่างดอนเมือง ซึ่งผมก็สุดแสนจะปลื้มจริงๆครับ ทั้งใกล้บ้านและไม่ต้องเดินกิึ่งวิ่ง เวลาที่รีบๆไปเช็คอิน (ใครที่ไปสุวรรณภูมิแบบสายๆน่าจะเข้าใจดี )เพราะกลัวตกเครื่องอีกต่อไป อันนี้ถูกใจสุดๆเลย
รักดอนเมืองก็ตรงนี้ละ…

วันนี้ขอเลือกที่นั่งแบบ Hot Seat เพราะหลังๆ เวลาหิ้ว ปันปัน ไปไหนมาไหน นั่งเก้าอี้ธรรมดามันไม่เหมาะกับข้าวของสำหรับพ่อแม่ลูกอ่อนอย่างเราเลย จริงๆครับ เพราะทั้งตำแหน่งที่นั่งและความกว้างของพื้นที่แคบกว่ามาก หลังๆมานี่จึงยอมจ่ายแพงอีกหน่อย แต่ได้นั่งใกล้ประตูและที่นั่งกว้างขึ้นเยอะนะครับ ใครมีเจ้าตัวเล็กบินด้วยน่าจะเข้าใจดี

หลังนั่งซักพักไม่ถึง ชั่วโมงก็เข้าเขตภูเก็ตแล้ว เพราะบินกลางวันเลยมีโอกาสได้เก็บภาพเกาะน้อยเกาะใหญ่ของบ้านเรา สวยดีจริงๆ

ลง เครื่องรับกระเป๋าเรียบร้อย เดินออกมาประตูขาออกก็เจอพนักงานจาก JW ส่งลีมูซีน E 250 มารอเราถึงที่ นั่งไม่ถึงครึ่งชั่วโมง ผมก็มายืนชมวิวได้แล้ว ไม่ไกลเลย

หาดไม้ขาวเป็นหาดแรกที่ถือว่าใกล้สนามบินมากที่สุด แต่ถึงใกล้อย่ากังวลไปว่าจะใกล้ขนาดได้ยินเสียงขึ้นลงแต่อย่างใด ระยะทางห่างออกมาเป็นสิบกิโลทีเดียว

ผมขอพามาเริ่มกันตั้งแต่ทางเข้าดีกว่า สะดุดตาตั้งแต่ตอนมาเช็คอินแล้วครับ เรียกว่าสวยกันตั้งแต่ทางเข้ากันเลย

ความประทับใจแรกที่ย่างก้าวเข้ามาก็คือ ความกว้างครับ ที่นี่จงใจเล่นกับ space มากทีเดียว เพราะแค่ทางเข้าก็อลังการมากกก

มีที่นั่งที่นอนให้เลือกพักให้หายเหนื่อยระหว่างการเดินทาง เยอะทีเดียว

เข้า มาไม่กี่ก้าว ก็ได้ Welcome Drink เป็นน้ำกระเจี๊ยบเย็นๆ จากน้องพนักงานที่ยิ้มสวยมาแต่ไกลเลย   มาร้อนๆนี่ชื่นใจดีครับ (ไม่ทันได้ถ่ายมาครับยกพรวดเดียวหมดเลย แหะๆ)

Lobby ที่นี่ผมชอบมาก ยิ่งเวลากลางคืนทั้งโคมไฟระย้าและ การเล่นแสงจะสวยมากๆ เทียบกับเวลากลางวันที่ออกจะมืดไปซักหน่อย

ตลอดเวลาที่พักอยู่ที่นี่..ผมจะพบเห็นภาพครอบครัวพ่อแม่ลูกจูงมือกันไปมาแทบจะทุกๆจุดในรีสอร์ท

อย่างตรง Lobby นี้ผมมีโอกาสได้เก็บภาพน่ารักๆของพ่อลูกคู่นี้ด้วยความบังเอิญมาก เป็นภาพน่ารักๆที่พบเห็นได้ตลอดเวลา

น่ารักกันทั้งคุณพ่อคุณลูก…

เห็นแล้วนึกถึงเจ้าลูกชายขึ้นมาทันทีเลยครับ..

เก้าอี้ และโซฟา ที่มีให้แขกเลือกนั่งได้ตามใจจะเป็นระหว่างรอเช็คอิน หรือจะมานั่งพักผ่อนหย่อนใจก็ยังไหวเหตุผลนั้นง่ายมากครับเพราะ…

วิวตรงหน้า lobby นี้กินขาดจริงๆ เป็นอีกโรงแรมที่หากอยากชมวิวอาทิตย์ตกแบบง่ายๆไม่ต้องตะกายไปที่สูงๆ

ก็คงไม่มีที่ไหนเหมาะกว่าตรงนี้แล้ว สระกลางที่แต่งสวยๆไว้ให้ชวนมองนี้ชื่อ “Reflection Pond ”

ตกเย็นๆประมาณ 5 โมงครึ่งในช่วงสุดสัปดาห์ก็จะมีการแสดง แนว ไทยประยุกต์ให้แขกทั้งไทย

และต่างชาติได้ชมกัน เป็นการแสดงกิึ่งๆ โชว์ที่น่าตื่นตาใช้ได้ครับ โชว์จะเล่นตรงเวลา ใช้เวลาประมาณ 15 นาทีก็จบแล้ว

พอพลบค่ำ..ก็เหมาะจะเป็นที่สังสรรค์ที่สุด…เพลินมากๆโดยเฉพาะตรง Sawadee Bar บาร์ริมสระน้ำด้านข้างที่เปิดตลอดทั้งวันและจะปิดในยามดึกๆประมาณเที่ยงคืน

เป็นอีกที่ๆเหมาะจะมาทิ้งตัวสุดๆ… วิวงามไม่พอ ที่นั่งก็น่าโดดลงไปนอนอย่างแรง ตัวใหญ่ๆอย่างผมยังรับน้ำหนักไม่โยกเยกเลย

มาฝั่งตรงข้ามวิวก็ยังสวยครับ โดยรอบของสระน้ำจะมีเก้าอี้ให้พักผ่อนชมวิวได้ตลอดแนว

ชอบมากๆผมใช้เวลาส่วนใหญ่แถวๆนี้เยอะกว่านั่งนอนใจห้องซะอีก ใครมาลองมานั่งเล่นๆกันดูแล้วจะติดใจเหมือนผม

ผมเดินออกมาจาก lobby มาเตร็ดเตร่แถวๆหน้าหาดต่อ แม้จะไม่สามารถเก็บพระอาทิตย์ตกแบบเห็นเป็นลูกๆได้

วิวริมหาดก็ยังมีมุมโรแมนติกให้คู่รักได้หามุมเงียบๆได้ (เอ๊ะแต่เหมือนผมจะมาเป็นกขค เค้ารีบไปดีกว่านะครับ แหะๆ)

มาดูวิวยามเช้ากันบ้าง ทุกๆเช้าที่พักที่ไหนก็แล้วแต่ก็อย่างเคยครับตื่นเช้าๆ มาเก็บแสงแรก

แม้หาดไม้ขาวจะอยู่ด้านตะวันตก จะไม่เห็นพระอาทิตย์ขึ้น แต่เช้าๆก็มีความสวยงามมากให้เรามาสัมผัสที่สำคัญไม่รบกวนแขกแน่นอน

Lobby เช้าๆต่างจากกลางวันโดยสิ้นเชิงสงบและเงียบมาก

ผมนั่งสังเกตุดีๆ การตกแต่งของ Couter Reception ได้ไอเดียมาจากในอดีตที่ภูเก็ตได้ชื่อว่าเป็นเมืองแห่งเหมืองแร่ดีบุกชั้นดี

ทาง JW เลยดึงมาเป็น Concept ในการตกแต่งเพื่อสื่อออกมาจากการตกแต่งฝาผนังก็ดี…

เก้าอี้ม้านั่ง ต่างๆก็มีส่วนที่ใช้โลหะผสมในการตกแต่ง…

สีของโลหะจึงเน้นสีเขียวอมฟ้า ผสมกับสีทองแดง มีความเป็นแร่ธาตุผสมอยู่ในดีไซน์โดยรวมเสมอ ผสมกับงานไม้ของเฟอร์นิเจอร์ ดูมีสไตล์ชัดเจนจนผมยังแปลกใจ ก่อนมาคิดว่า style ของโรงแรมใหญ่ๆน่าจะดูเน้นไปแนว Moderm มากๆแต่ที่นี่กลับไม่เป็นแบบนั้น มีความเป็น Boutique สวยๆให้สัมผัสได้

มาดูอาหารเช้ากันต่อเลยดีกว่า กับห้องอาหาร “Marriott Cafe ” เปิดกันตั้งแต่ไก่โห่เลยเชียวละ คือ 6.30 เป็นต้นไป

ขนาดเช้าขนาดนี้ ผมยังมาช้ากว่าแขกชาวเอเชียด้วยกันเองอย่างญี่ปุ่น , จีน นี้มาเคาะกระจกกันตั้งแต่ 6 โมงเศษๆกันเลย

ห้องอาหารที่รองรับแขกได้ทั้งหมด อาหารเช้าและกลางวันเราจะมาทานกันที่นี่ตลอด

เข้ามาปั๊บโซนแรกที่จะเจอเป็น เครื่องดื่มและผลไม้หลากหลายดีทีเดียว

และสัญลักษณ์ของรีสอร์ท ที่ถูกหยิบนำมาตกแต่งให้สังเกตุได้ไม่ยาก ก็ถูกนำมาใช้ด้วยนั้นคือ “เต่า” ครับ น่ารักดีทีเดียวละ

ห้องอาหารเน้นโทนการตกแต่งด้วยสีโทนร้อน สีส้ม ของวัสดุอุปกรณ์

หรือสีโทนน้ำตาลของเก้าอี้และโต๊ะหนัง ดูจะโดดเด่นเป็นพิเศษ

ห้องอาหารตกแต่งสวยงามดีครับ ยิ่งผมมาถ่ายเช้าๆแบบนี้แขกยังน้อยมาก และไม่รบกวนใครดีด้วย

มาดูตรงส่วนโต๊ะกลางอันเป็นเซ็นเตอร์ของอาหารกัน ตรงนี้อาจจะดูแคบไปบ้าง หากเวลาแขกเต็ม แต่อาหารก็เยอะใช้ได้เลยกิน 2 วันผมเลือกไม่ซ้ำกันได้เลยทั้ง 2 วัน

รวมอาหารจากในไลน์ มาให้ชมกันดูดีกว่าถ้าบรรยายคงจะยาวน่าดู เพราะเยอะจริงๆครับ รวมๆมีอาหารจากทั้ง ไทย จีน อเมริกัน ยุโรบก็เรียกว่าครบนั้นเอง ผมชิมเกือบทุกอย่าง confirm ว่า

อาหารเช้าที่นี่ อร่อยใช้ได้

อย่างจากนี้ข้าวมันไก่ โอเคเลยรสชาติคนไทยแน่นอน

จานนี้พวกไส้กรอก เบคอน  ABF ครับ อันนี้พอได้ ไส้กรอกเฉยๆไปนิดแต่ไข่อร่อยครับ

แซลมอน กับแฮมนี้โอเคเลย อร่อยมาก

อันนี้แกงเขียวหวานกับกุนเชียงแบบไทยๆ อร่อยครับถึงรสชาติแบบไทยๆ

มาดูพวกของหวานกันต่อ ที่จัดมาถือว่าใช้ได้ทุกอย่าง อันกลมๆเป็นลูกแพรในน้ำเชื่อม หน้าตาดีทีเดียว

เรียกว่ารสชาติก็ดีสมหน้าตานั้นละครับ

อิ่มๆ กันแล้วไปเดินชมสระน้ำย่อยอาหารกันต่อดีกว่า สระน้ำที่นี่ต้องบอกว่าเทพมากๆครับ มีกันถึง 3 สระเลยทีเดียว

เริ่มกันที่ สระกลางอยู่หน้าหาดเลยเดินมาเจอกันก่อน

สระ ใหญ่ดีทีเดียว มีสัญลักษณ์เป็นระฆังสีขาวขนาดใหญ่แขวนอยู่ ไม่ทราบ concept แน่ๆแต่น่าจะเน้นดูไปทางไทยๆมากซักหน่อย วันอากาศดีก็น่าว่ายมากครับ

ผมเห็นเด็กชอบเจ้าช้างพ่นน้ำมาก มาวนเวียนเล่นกันหลายคนเลย มันก็น่ารักดีซะด้วยนะ

เดินมาอีกนิดเป็นสระเด็ก ขนาดและความลึกก็เหมาะกับเด็กตั้งแต่ 10 กว่าขวบขึ้นไปมากกว่าเด็กเล็กๆนะครับ

ตกแต่งเน้นพี่เต่าเหมือนกัน

มีเครื่องเล่นเป็นสไลด์เดอร์ เห็นเล่นกันทั้งเด็กและผู้ใหญ่ ต้องชมเลยว่าทำสระน้ำได้ดึงดูดดีมาก นี่ถ้าไม่ต้องเดินสะพายกล้องก็ยังอยากกระโจนลงไปเล่นกับเค้าเหมือนกันนะ เนี่ย

แม้แต่ยามค่ำสระก็ยังดูสวยเชียวล่ะ ภาพนี้ผมมาเดินเก็บบรรยากาศ ตอนสระปิดแล้วครับ ได้แสงช่วงพลบค่ำพอดี

เดิน เลยต่อมาฝั่ง North มีอีกสระที่ให้แขกโซนที่พักฝั่ง North Wing ใช้กันมากกว่า สระนี้เน้นธรรมชาตืมากๆครับสังเกตุได้จากต้นไม้เยอะเลย

สระนี้เน้นผู้ใหญ่เป็นหลักทั้งความยาวและลึกของสระ ใครชอบว่ายน้ำ สระนี้เน้นๆกันไปได้ออกแรงเยอะดีครับ

ส่วนใหญ่จะเจอแต่ชาวต่างชาติมานอนแอบแดดกันเยอะ เอเชียไม่ค่อยมีเท่าไหร่นะสระนี้

และสระสุดท้ายที่ผมว่าเท่กว่าเพื่อน ดูจะได้ใจพวกวัยรุ่นอย่างเรา (ไม่ค่อยเลย 55) มากกว่าสระอื่นๆ เป็นสระน้ำฝั่ง South Wing

สระนี้ตกแต่งในแนว Modern เน้นสีฟ้าน้ำเงินเป็นหลัก มีน้ำตกและมินิบาร์อยู่ตรงกลางเท่ใช้ได้เลย

ห้องน้ำก็เท่ครับแต่งแนวๆดี  กระจกเพียบไม่ต้องแย่งกันส่องเลย สระนี้จึงเห็นวัยรุ่นมาใช้เยอะที่สุดแล้ว

รวมๆแล้วสระนี้ดูดีกว่าเพื่อนแต่คนก็มาเล่นไม่มากนะครับ ใครชอบสระเงียบๆ เท่ๆ มาสระนี้ได้เลย

เล่นน้ำกัน 3 สระแล้ว ผมจะพาไปชมบรรยากาศรอบๆต่อ มีอย่างนึงที่อยากขอชมคือ ต้นไม้และสวนครับ บ่งบอกถึงความใส่ใจอย่างดีของผู้ดูแล

ที่นี้ต้นไม้เยอะมากเดินไปมุมไหนก็เจอสวนสวยตลอดเวลา ร่มรื่นมากๆ

ตรงนี้อยู่ใกล้ๆกันสระเด็กครับ มีเครื่องเล่นให้เด็กๆได้ปีนป่ายด้วย

พาชมริมหาดก่อนต่อก่อน เดี๋ยวจะพาไปดูห้องพักที่เราเข้าพักกันนะครับ

ผมเดินไปเพลินๆริมหาด เดินจนเจอพระเอกของที่นี่เค้า เจ้า “ต้นข้าว” ช้างพังวัยประมาณ 2 ปี เป็นพระเอกของเด็กๆและสาวๆเลย เพราะไม่ว่ามันจะทำอะไรก็จะได้ยินเสียงเด็กๆ หัวเราะ ไปตลอดเวลา แขกสามารถซื้ออาหารเลี้ยงเจ้าต้นข้าวได้ครับ ทางควานช้างก็จะให้เด็กๆได้ขี่คอเจ้าต้นข้าวและถ่ายรูปได้

ดูๆก็สนุกสนานกันดีโดยเฉพาะสาวๆญี่ปุ่นกลุ่มนี้ ดูจะชอบมากเป็นพิเศษ เห็นแล้วอย่าไปอิจฉาต้นข้าวมันก่อนละครับ 🙂

ป่ะ เที่ยวกันได้เหงื่อแล้วไปดูห้องพักกันบ้าง ห้องพักที่นี่จะมีหลายร้อยห้องเเบ่งเป็น villa และโซนตึก ส่วนเราเข้าพัก Type Deluxe Sala Garden View ห้องวิวสวน

ขนาดของห้องเข้ามาไม่เล็กเลยครับ แม้จะเป็น Type แรกก็ตาม ห้องพักของเราจะอยู่ชั้น 2 ห้องแบบนี้มีทั้งฝั่ง North & South Wing

เตียง ก็มีให้เลือกได้ว่าจะเป็นแบบ King Size หรือ 2 Bed สามารถแจ้งกับทาง Counter ได้เมื่อคุณทำการจอง เตียงนี้ดูดร่างอีกแล้วครับ นอนสบายและหมอนก็ใช้ขนเป็ดด้วยนอนแล้วหัวจะเหมือนจมลงไปชอบมากๆ

เข้าพักปุ๊บที่โต๊ะจะมี Welcome Fruite วางรอพร้อม mail ต้อนรับใส่ใจสมกับเป็นโรงแรมระดับ 5 ดาว

มีที่นั่งชิลล์ๆเวลาหากอยากอ่านหนังสือหรือชมวิวสวนสวยๆ ได้

ห้องน้ำมีอ่างอาบน้ำและอุปกรณ์อำนวยความสะดวกครบครันมาก และทุกๆวันก็จะมีมาเปลี่ยนให้เวลาพนักงานมาทำห้องพัก

ดูแบบรวมบรรยากาศทั้งหมดครับ

หิวยัง พามาชิมอาหารกลางวันข้างนอกกันบ้างดีกว่า วันที่สอง ผมมีโอกาสไปทานอาหารนอกโรงแรมซึ่ง อยู่ใกล้ๆไม่ห่างจากโรงแรมมากนัก

ไปครับไปชิมอาหารอร่อยๆกันต่อ “ร้านจักจั่น ซีฟู้ด” ริมหาดทรายแก้ว ไม่ไกลจากโรงแรมเท่าไหร่

อาหาร ทะเลของที่นี่นับว่าถูกปากคนไทยแน่นอน ผมชอบมากๆไล่กันตั้งแต่เมนูสามัญประจำบ้านเรา “ต้มยำซีฟู้ด” ทั่วไทยใครๆก็ทำได้

แต่ถ้าจะให้แซ่บและอร่อยนี่ต้องเลือกร้านดีๆ ร้านนี้ผมจัดอยู่ในแบบแนะนำให้สั่งครับ อร่อยมาก

และเมนู อื่นๆของจัดรวมให้ชมทีเดียวดีกว่าเยอะมาก กินกันแทบไม่หมด ทั้ง ข้าวผัด,ปลากระพงทอดน้ำปลา,จักจั่นทอดกระเทียม อันนี้อยากแนะนำให้สั่งกันกรอบอร่อยมาก

อิ่มได้ที่ พาไปนวดกันต่อไม่หลับให้มันรู้ไป เห่อๆ กับ Mandara Spa สปาขึ้นชื่อที่สุดแห่งนึงของ JW Marriott Phuket

PRODUCT ของที่นี่ครับ จริงๆ จะมีของ Anantara วางอยู่ด้วย ให้แขกเลือกได้แล้วแต่ชอบ brand ไหน

ผมมีโอกาสได้ลองใช้บริการก็ประทับใจนะครับ ผ่อนคลายมากๆเลย ห้อง spa ก็บรรยากาศสบายๆครับเปิดเพลงฟังเคลิ้มหลับกันไปได้เลย

หลังบริการจะมีน้ำขิงอุ่นๆ ให้ได้ดื่มก่อนด้วย น่าประทับใจสำหรับประสบการณ์สปาระดับ 5 ดาวของที่นี่

มาถึงมื้อสุดท้ายที่สุดประทับใจของผม ปรกติผมจะเป็นคนชอบทานอาหารญี่ปุ่นสุดๆเลย ครับ วันนี้มีโอกาสได้ลองอาหารญี่ปุ่นหนึ่งเดียวของที่นี่ นั้นคือ ร้าน “Kabuki ” น้้นเอง

ร้าน Kabuki ผมอ่านรีวิวมาจากหลายสำนักแล้ว ล้วนแต่ยกนิ้วให้ถึงความอร่อย และสดใหม่ของอาหารทะเล ผมเข้ามาวันเสาร์

วันที่แขกเยอะใช้ได้เลย น่าจะเป็นการการันตีของร้านได้ระดับนึง

เสริพกันก่อนด้วยซาซิมิ โอ้ววสุดยอดมากๆครับปลาแซลมอนนำเข้าจาก นอร์เวย์ อันนี้เป็นสรรพคุณของวัตถุดิบชั้นเลิศ ที่ได้ฟังตอนเข้าไปทาน ดูจากขนาดขอชิ้นครับไม่เล็กเลย เต็มคำสุดๆ

ตามมาด้วย เมนูกิ๊ฟเก๋สุดๆตั้งแต่เคยทานอาหารญี่ปุ่นมาต้องยกให้เมนู “Sky rocket” เพราะมีไฟเย็นปักมาด้วยไอเดียบรรเจิด

สร้างความตื่นเต้นในการเสริพได้สุดๆ

ที่สำคัญเนื้อปลาสดมากๆกัดเข้าไปเต็มๆคำแทบละลายไปกับข้าวได้เลย อันนี้ขอให้สั่งกันเวลามาทานครับ

และยังมีซาซิมิ แซลมอน ชิ้นโตมากๆ มากที่สุด เท่าที่เคยทานมา ที่ขอสั่งพิเศษต่างหากให้มันรู้กันไปว่าข้ามน้ำข้ามทะเลมาจากนอร์เวย์มันรสชาติดีขนาดไหน

และ..มันก็สุดๆขนาดไม่ต้องเคี้ยวก็แทบจะละลายในปากเราได้เลย แค่คิดก็อยากกลับไปซะแล้วสิครับ >o<

และยังมีซูชิพาเหรดกันมาอีกหลายเมนูครับ จานนี้ขออภัยจำชื่อไม่ได้แต่อร่อยและหอมมากทีเดียว ข้างนอกเป็นอะโวคาโด ข้างในสอดไส้ปูอัดและผักหอมๆหลายอย่างอร่อยจนถึงปลายลิ้นกันเลย

หากใครมาภูเก็ต และต้องการอาหารญี่ปุ่นเกรดเอ ขอให้ตรงดิ่งมาร้าน Kabuki ก่อนเลยครับ ไม่ต้องแวะที่ไหน ทุกๆเมนู สุดยอดยกให้เป็นร้านญี่ปุ่นในดวงใจไปจริงๆ กลับมากรุงเทพฯคงต้องหาโอกาสไปลองร้าน Tsunami ของ JW Marriott BKK แล้วละครับว่าจะสุดยอดไม่แพ้กันไหม

อิ่มๆ แบบนี้ไปจิบอะไรเย็นๆกันหน่อยดีกว่า ไปครับเราไปหาเครื่องดื่มเย็นๆกันดีกว่า กับ Out of the Blue เป็นบาร์ริมหาด เหมาะสำหรับการแวะมา Drink กับคนรู้ใจที่สุดบรรยากาศยามเย็นๆด้วยแล้วโรแมนติกมากๆเลย ป่ะ! ไปดูกัน

ที่ นี่ผมยกให้เป็นอีก Hilight เลยก็ว่าได้ บาร์นี้จะอยู่ห่างมาทาง South wing เลยสระน้ำ มาอีกหน่อย บาร์นี้ตกแต่งด้วยสีฟ้าและน้ำเงินสมชื่อ ร้านเท่มากมาย

บรรยากาศริมหาดตอนพลบค่ำ นั่งจิบไวน์หรือ เครื่องดื่มเย็นๆแม้ไม่ต้องบรรยายกันมาก..เลยใช่ไหมครับ ^ 0 ^

หรือจะเลือกนั่งโซฟาด้านนอกก็สุดจะชิลล์  ที่นี่จัดไฟสวยมากถ่ายมุมไหนก็ดีไปหมด

รวมๆที่นี่เป็นอีกที่ๆมีเสน่ห์มากๆใครมาพักอย่าลืมแวะมาชิลล์กันที่ บาร์นี้ได้ครับถูกใจกันแน่นอน

และร้านสุดท้าย เสียดายไม่ได้มีโอกาสเข้าไปลองครับ ร้านอาหารไทย “กินจา”

ผมถ่ายจากภายนอกเท่านั้นเห็นแขกนั่งกันเต็มเกรงใจเกินจะเข้าไปรบกวน

คืนนั้นจำได้ดีว่าหลับแบบสลบกันเลยสำหรับเรา ทั้งอิ่มท้องและอิ่มใจกันไป ทิ้งท้ายด้วยมุมสวยๆของ Lobby ครับ

สรุปส่งท้ายกัน

ข้อดีที่อยากบอก…

ทริบภูเก็ตหนนี้แทบไม่ได้ออกไปไหนเลยครับ เน้นๆมาพักผ่อนในโรงแรมโดยเฉพาะ สำหรับ JW Marriott Phuket มีทุกอย่างที่จะมาเป็นคู่เพื่อมาพักผ่อนหรือจะมาเป็นครอบครัวใหญ่ๆก็ได้เพราะมีทั้งกิจกรรม และสิ่งอำนวยความสะดวกที่นี่ให้ความสำคัญกับเด็กๆมากเป็นพิเศษ

เหมาะกับการพักผ่อนในวันหยุดทั้งสั้นและยาวของทุกๆคนมาก ด้วยความสะดวกสบายที่ีมีให้ทุกอย่าง ห้องพักมีระดับแม้จะเป็น Type แรกเริ่มก็พักได้สบายมาก ลืมภาพตึกสูงๆ แนว Modern ไปได้เลย แต่ขอให้คิดถึงการออกแบบที่มีเอกลักษณ์ ในการดีไซน์สวยๆในทางของบูติคโฮเท็ลเก๋ๆ เข้ามาแทน แม้จะเปิดมานานเข้าหลัก 10 ปีแล้วแต่ก็ยังรักษาความสวยงามของโรงแรม ดูจะมีการ Renovate อย่างสม่ำเสมอ สังเกตุได้จากที่ผมไม่เจอสภาพส่วนใดๆที่มีความเก่าให้เห็นแต่อย่างใด

ทั้งร้านอาหารรสเลิศ การบริการชั้นดี สมกับความเป็น 5 ดาว สำหรับอาหาร ไม่มีอะไรจะเลิศไปกว่าอาหารญี่ปุ่นของที่นี่จริงๆ ครับรสชาติสุดยอดมาก

ขอแนะนำที่อยากบอก…

คลื่นลมในช่วงฤดูฝนครับ เนื่องจากหาดไม้ขาว มีหาดในลักษณะเว้าลึกลงไปไม่เหมาะกับเด็กๆเล่นน้ำเท่าไหร่นักในฤดูนี้ แนะนำให้ว่ายในสระจะดีกว่าหรือไม่ก็มีผู้ใหญ่คอยอยู่ด้วยก็จะอุ่นใจ

การเดินทางไปจุดต่างๆไม่ใกล้เมือง เท่ากับว่าหากคุณมาพักจำเป็นต้องมีรถส่วนตัว หรือไม่ก็ต้องเหมารถกันอย่างเดียวเท่านั้น

หากใครอยากทราบรายละเอียด และโปรโมชั่นต่างๆ โปรดติดตามข่าวสารได้ทาง Facebook ของ JW เอง ลองค้นๆกันดูพิมพ์คำว่า jw marriott phuket เจอแน่นอนครับ แต่ละเดือนเค้าจะมีโปรโมชั่นเด็ดๆราคาพิเศษปล่อยออกมา เดือนหน้านี้ก็เช่นกันเป็นไงลองติดตามกันดูครับ

สุดท้ายก่อนลากัน…

ต้องขอขอบคุณเป็นพิเศษสำหรับคุณโน๊ต ที่ต้อนรับเรา อย่างดีและช่วยตอบคำถามทุกๆข้อในข้อสงสัยต่างๆความน่ารักและเป็นกันเองนี่ เป็นอีกอย่างที่ประทับใจสำหรับเมื่อไหร่ที่คิดถึง JW Marriott Phuket ขึ้นมาคงจะอดนึกถึงไม่ได้ รวมถึงน้องๆพนักงานที่ยิ้มแย้มเอาใจใส่เราดีมาก ผมมาหลายวันน้องพนักงานหลายคนจากหลายๆจุด ทักทายจำชื่อผมได้ นับเป็นอีกความใส่ใจเล็กๆที่สัมผัสได้
ขอบคุณมากๆครับ JW Marriott Phuket แล้วคงจะคิดถึงเสมอ เวลามาเยือนภูเก็ตนะครับ

*** ติดตามความเคลื่อนไหว รีวิวใหม่ๆ แวะมาคุย หรือแวะมากดlike กันได้ที่  facebook/likeone22  นะครับ แล้วพบกันครับ