Home Blog Page 30

Coffee World ที่มาของกาแฟ

0
coffee wold สาขาข้าวสารมิวเซียม
coffee wold สาขาข้าวสารมิวเซียม by one22
coffee wold สาขาข้าวสารมิวเซียม
coffee wold สาขาข้าวสารมิวเซียม by one22

สวัสดีจ้า เพื่อนกิน เพื่อนเที่ยว 555+

มาทักทายกันอีกแล้ว แน่นอนคะ ว่าต้องมีร้านมาบอกเล่าให้ไปลิ้มลองกัน ครั้งนี้ก็เช่นกัน แต่อาจจะเป็นแบรนด์ร้านที่คุ้นเคยและน่าจะมีเพื่อนๆได้เคยมีโอกาสแวะไปลองกันบ้าง เพราะร้าน Coffee World ส่วนใหญ่ที่เห็นก็มักจะอยู่ในห้างร้านสรรพสินค้าอยู่มากมายหลายๆที่ ก่อนอื่นเรามาทำความรู้จักแบรนด์กันแบบพอสังเขป

แบรนด์ Coffee World นี้เปิดตัวในปี 1997 มีการเปิดสาขาในประเทศต่างๆทั่วโลก โดยจุดกำเนิดของแบรนด์นี้ มาจากคุณเฟรด มูอาวาด ซึ่งเป็นผู้ก่อตั้งและบริหารงาน ได้สังเกตเห็นตลาดกาแฟในสหรัฐอมริกา ซึ่งมีแนวโน้มจะเป็นตลาดสำคัญในเอเชียและกาแฟนั่นยังเป็นเครื่องดื่มที่มีการนิยมบริโภคกันทั่วโลกและมากที่สุดในโลก ผู้คนที่ดื่มต่างก็มีวัฒนธรรมที่ต่างกัน แต่สามารถดื่มร่วมกันได้ ด้วยเหตุผลนี้จึงกลายเป็นแนวคิดในการผลักดันร้านกาแฟ แบรนด์ Coffee World ให้เป็นเสมือนสถานที่พบปะสังสรรค์ของคนทั่วโลกและสามารถร่วมกันแบ่งปันประสบการณ์กันได้

ปัจจุบัน Coffee World เปิดให้บริการแล้วกว่า 90 สาขาในประเทศไทย และอีกกว่า 30 สาขาทั่วโลกในอีก 7 ประเทศ ได้แก่ บังคลาเทศ จีน อินโดนีเชีย อินเดีย เป็นต้น

Coffee World ถือได้ว่าเป็นร้านกาแฟระดับพรีเมี่ยม ที่นำเสนอกาแฟในหลายๆแบบทั้งร้อนเย็น หรือปั่น พร้อมด้วยอาหาร อาทิ เช่น วาฟเฟิล ซึ่งมีหลายแบบ และแซนด์วิช ซึ่งนอกจากจะใส่ใจในเรื่องการเลือกและการอบเมล็ดกาแฟอรบิก้าชั้นดีแล้วยังใส่ใจในการบริการ รวมถึงยังมีบาริสต้า (นักปรุงกาแฟมืออาชีพ)ที่สร้างสรรค์เครื่องดื่ม

โดยปกติการดื่มกาแฟของดาวนั้นมักไม่ค่อยนิยม ดื่มกาแฟมีแบรนด์เท่าไหร่นัก (อาจเพราะเรื่องเงิน ไม่เอื้ออำนวย 555+) มะช่ายๆ จริงๆแล้วเรื่องอาหาร-เครื่องดื่ม มันเป็นเรื่องของรสนิยมแต่ละคนมากกว่า บางคนชอบดื่ม-กิน ในห้างเพราะสะดวก เวลาไปจับจ่ายซื้อของ หรือ ช้อปปิ้งต่างๆ ก็สะดวกซื้อเลย แต่บางคนก็ดิ้นรนจะไปซื้อร้านประจำของเรา ทั้งๆที่บางทีหรือส่วนใหญ่ก็ไม่ได้ผ่านเลยด้วยซ้ำ แต่ Coffee World สาขานี้ เป็น”สาขาข้าวสารมิวเซียม” โดดเด่นมากๆ ดูจากวิว-บรรยากาศที่เรานำมาฝากกันเลย

หน้าร้าน Coffee World  ถนนข้าวสาร
หน้าร้าน Coffee World ถนนข้าวสาร

Coffee World สาขาข้าวสารมิวเซียมนี้ เป็นสาขาที่เปิดให้บริการ ถึง 01.00 น. กันเลย ตกแต่งสไตล์วินเทจ (vintage) อยู่ใกล้ มอลลี่ บาร์ molly bar และอยู่ติดกับ ข้าวสารมิวเซียม (khaosan museum garden) ต้องยกนิ้วให้กับบรรยากาศสถานที่ที่ จัดได้ว่าเป็นร้านกาแฟที่น่านั่งอันดับต้นๆของกรุงเทพฯ เราเลยทีเดียว สาขาถนนข้าวสารนี้เพิ่งเปิดให้บริการเมื่อช่วงเดือนสิงหาคม 2556 ที่ผ่านมานี่เอง

 

coffee_world ติดกับ khaosan
coffee_world ติดกับ khaosan

นี่คือ ข้าวสารมิวเซี่ยม (khaosan museum) ถือได้ว่าเป็นสถานที่เที่ยวแห่งหนึ่่งของถนนข้าวสาร ก็ว่าได้นะจ้า ใครแวะไปเที่ยวก็อย่าลืมไปลองนั่งอาหาร-เครื่องดื่มร้านกาแฟ Coffee World กันดู เรียกได้ว่าอยู่ติดกันเลย ^ ^

ข้าวสารมิวเซี่ยม khaosan museum
ข้าวสารมิวเซี่ยม khaosan museum

เข้ามาถึงเมนูแนะนำกัน : เพื่อนๆใครหิวดูรูปบริหารตากันไปพลางๆก่อนนะจ้า

แก้วนี้รักคุณเท่าฟ้า : คาปูชิโน่ร้อน ลาเต้อาร์ตรูปหัวใจ (Hot Cappuccino) ราคา 80 บาท รสชาติแก้วนี้กลมกล่อม หอมกลิ่นกาแฟ นุ่มปากไปด้วยฟองนม ไม่เข้มมากนะคะ ไม่ต้องกังวล สำหรับคนที่ชอบดื่มกาแฟเรียกได้ว่าติดกาแฟอะ ก็มักจะสั่งเครื่องดื่มประเภทร้อนมากกว่าเย็น เพราะจริงๆแล้วเครื่องดื่มกาแฟที่เป็น”ร้อน”นั้นจะได้ถึงรสชาติกาแฟและความหอมของกาแฟมากกว่าเครื่องดื่มประเภทเย็นหรือปั่น แต่อาจด้วยอุณหภูมิบ้านเรามันร้อนหรืออาจด้วยความสะดวกในการดื่ม ทำให้เราและอาจมีอีกหลายคน ก็กลายเป็นสั่งกาแฟเย็นไปอัตโนมัติ

คาปูชิโนร้อน coffee_world
คาปูชิโนร้อน coffee_world

 

ขอพูดถึงคำว่า“ลาเต้อาร์ท”กันหน่อย > ในมุมเรามองว่าลาเต้อาร์ทถือเป็นศิลปะแขนงหนึ่งเลยทีเดียว แต่เป็นศิลปะที่ดื่มได้ อิอิ อย่างเช่นแก้วบนและแก้วล่าง ที่เป็นลวดลายตกแต่งด้านบนแก้วของกาแฟด้วยนม โดยส่วนตัวเคยไปเรียนชงกาแฟแต่ได้ทดลองลาเต้อาร์ทแบบผิวๆ เพราะการทำลาเต้อาร์ทควรเป็นหลักสูตรเฉพาะของมัน เพราะมีเทคนิคหลายๆอย่างประกอบกันไป ไม่ว่าจะเป็น สัดส่วนของนมและฟองนม ประกอบกับจังหวะในการเท แต่ที่สำคัญสุดก็น่าจะเป็นการฝึกฝนประสบการ์ณของเรานั่นเอง

coffee_world
coffee_world

 

แก้วนี้อุดมสมบูรณ์สุดๆ : คุ้กกี้ครัชเฟรปเป้ (Cookie Crush Frappe) ราคา 125 บาท

คุ้กกี้ครัชเฟรปเป้ coffee_world
คุ้กกี้ครัชเฟรปเป้ coffee_world

แก้วนี้เขียวสุดๆ : กรีนที ลาเต้ เฟรปเป้ (Green Tea Latte Frappe) ราคา 125 บาท แก้วนี้เราไม่ได้ดูดชาเขียวก่อนนะ เมื่อแรกเห็น 555+ เราชิมวิปครีมก่อนเลย ดูกันสิ น่าจะมีหลายคนเห็นด้วยกันเรา ชอบๆวิปครีม ได้รสของชาเขียวเมื่อดูดไปพร้อมวิปครีม แก้วนี้มันช่างลงตัวเสียจริง ดูดไปเยอะเลยเหมือนกัน ก็มันมะหวานจนแสบคอ ใครที่ชื่นชอบชาเขียวแนะนำให้สั่งนะคะ

กรีนที ลาเต้ แฟรปเป้ coffee_world
กรีนที ลาเต้ เฟรปเป้ coffee_world

แก้วนี้ออกเสียงยากสุด : คาราเมล มัคคิอัตโต้ (Caramel Macchiato) ราคา 105 บาท โดยปกติเครื่องดื่มที่มีคาราเมล ก็จะออกรสหวานกว่าแก้วอื่นๆ ซึ่งแก้วนี้ก็เช่นกัน ดังนั้นเมื่อความหวานที่มีมากกว่าแก้วอื่นๆก็อาจทำให้ความเข้มของกาแฟในลิ้นเราจะรับรู้สัมผัสได้ ถึงความเข้มข้นของกาแฟที่ลดน้อยลงไป

เพื่อนๆใครที่ชอบทานออกกาแฟที่ไม่เข้มและชอบหวานก็สั่งแก้วนี้กันไปจ้า

คาราเมล มัคคิอัตโต้ coffee world
คาราเมล มัคคิอัตโต้ coffee world

แก้วนี้ฟินฝุดๆ : สตรอเบอร์รี่ สมูทตี้  (Strawberry Smoothie) ราคา 130 บาท เป็นเครื่องดื่มแนะนำแก้วสุดท้าย > ดื่มไปแล้วก็รู้สึกได้ว่าส่วนผสมของโยเกิร์ต นม กับ สตอเบอร์รี่ มันเข้ากันได้มากจริงๆ สังเกตแก้วด้านล่างสุดมีแอบราดด้วยน้ำสตรอเบอร์รี่ ไปก่อน 1 ชั้น โด้ยย เห็น”ไส้กรอก”ด้วยหิวนะ แต่ไม่เกี่ยวอะไรกับส่วนผสมของเครื่องดื่มสมูทตี้แก้วนี้นะจ้า

สตรอเบอร์รี่ สมูทตี้ Strawberry Smoothie
สตรอเบอร์รี่ สมูทตี้ Strawberry Smoothie

แน่นอนว่าเรามารีวิวกันช่วงเช้า ก็ขอให้มีเมนูอาหารที่เข้ากันกับช่วงเวลาคนอ่าน คนเขียน กันบ้าง หนีไม่พ้นอาหารที่นอกจากจะกินง่ายแล้วยังทำง่ายๆ กินได้ทั้งเด็กและผู้ใหญ่

เมนู > เซทอาหารเช้า (Breakfast Sets) > เซทนี้ประกอบไปด้วย ไส้กรอก ไข่ดาว แฮม ขนมปังอบกรอบ น้ำส้ม และกาแฟ ราคา 210 บาท มีขายเฉพาะเวลา 6.30-12.00 น. ขอบอกว่าสั่ง 1 จาน รับประทานได้ 2 คน เพราะมีไข่ดาว 2 ฟอง ขนมปัง 4 แผ่น แฮม 4 ชิ้น แถมมีไส้กรอกและเครื่องดื่มอีก วันนั้นสั่งเซทนี้มาแล้วหม่ำช้าไปหน่อย ขนมปังเลยไม่กรอบเท่าที่ควรจะเป็น ดังนั้นเพื่อนๆถ้าสั่งมาทาน ขอให้ทานเลยนะคะ อย่าชมวิวบรรยากาศเพลินนะ จะทำให้ขนมปังไม่กรอบ เดี๋ยวจะหาว่ามะบอกกันนะ ^ ^

เซทอาหารเช้า coffee world
เซทอาหารเช้า coffee world

เมนู > แฮมชีส วาฟเฟิล (Ham & Cheese Waffle) > จานนี้ 120 บาท ชอบๆวาฟเฟิล ของโปรด จานนี้มีทั้งของคาวปนของหวานในจานเดียวกัน ลงตัวอีก 1 เมนู จานนี้ ความอร่อยอยู่ที่ ความหอมนุ่มและกรอบของตัววาฟเฟิล และผักกาดที่สด เสริฟพร้อมซอสพริกหรือซอสมะเขือเทศ

แฮมชีส วาฟเฟิล coffee world
แฮมชีส วาฟเฟิล coffee world
แฮมชีส วาฟเฟิล
แฮมชีส วาฟเฟิล

 

เมนู > สตรอเบอร์รี่ วาฟเฟิล (Strawberry Waffle) > จานนี้ 85 บาท ร้าน coffee world นี่เอาใจคนรักวาฟเฟิล แต่จานนี้ไม่มีของคาว ส่วนตัวชอบจานที่มีปนของคาวมากกว่า 555+

สตรอเบอร์รี่ วาฟเฟิล (Strawberry Waffle)
สตรอเบอร์รี่ วาฟเฟิล (Strawberry Waffle)

 

ภาพบรรยากาศรอบในร้าน-นอกร้าน Coffee World สาขาข้าวสาร มิวเซียม

เพื่อนๆที่แวะไปแถวนั้นอย่าลืมไปนั่งชิลๆ บรรยากาศดีๆอาหารอร่อย กาแฟและเครื่องดื่มที่มาหลายแบบให้เลือกดื่มกันได้เลย ถ้าต้องการทราบเส้นทางเข้าอย่างละเอียดเราเขียนไว้ให้อยู่ด้านล่างนะจ้า มีทางเข้า 2 ทาง คือ ทางซอยข้าวสารหือด้านถนนพระอาทิตย์ ก็ได้ตามความสะดวกของเพื่อนๆคะ

coffee_world ข้าวสารมิวเซียม
coffee_world ข้าวสารมิวเซียว
coffee_world รอบหน้าร้าน
coffee_world รอบห

 

 

 

 

 

 

 

 

coffee_world สาขาข้าวสาร มิวเซียม
coffee_world สาขาข้าวสาร มิวเซียม
coffee_world บรรยากาศรอบนอก
coffee_world บรรยากาศรอบ

 

 

 

 

 

 

 

 

 

เวลาเปิดบริการ : ทุกวัน 06.00-01.00 น.

เบอร์ติดต่อ : 02-629-3882

ที่ตั้งร้านสาขาถนนข้าวสาร : ซอยทางเข้าร้านมอลลี่บาร์ ถนนข้าวสาร อยู่ติดกับ ข้าวสารมิวเซียม

วิธีการเดินทาง : อธิบาย 2 ด้านทางเข้า

1.เข้าจากปากซอยข้าวสาร ฝั่งเบอร์เกรอ์คิงส์ เดินเข้ามากลางซอยจะเจอซอยถนนคนเดินอยู่ทางซ้าย เดินตรงเข้ามาแล้วให้เลี้ยวขวา จะเจอร้านมอลลี่บาร์ แล้วเลี้ยวซ้ายเข้าซอยมอลลี่บาร์

2.เข้าจากถนนพระอาทิตย์ ตรงไปเจอแยกบางลำพู ให้เลี้ยวเข้าซอยรามบุตรี ตรงไปประมาณ 200 เมตร จะเห็นร้านมอลลี่บาร์ อยู่ซ้ายมือใกล้กับซูซี่ผับ ตรงเข้าไปในซอยมอลลี่บาร์ จะเจอร้าน

Facebook : Https://www.facebook.com/coffeeworldthailand

แผนที่ร้าน

แผนที่ร้าน Coffee World
แผนที่ร้าน Coffee World

 

 

 

 

 

 

Tinee Eatery Workshop อาหารเครื่องดื่ม…ย่านทาวน์อินทาวน์

0
Soup of the day
Soup of the day

สวัสดีจ้า ^ ^

เจอกันก็มาพร้อมการแนะนำร้านอาหารเครื่องดื่มวันนี้เป็นสไตล์ฟิวชั่น แบบที่มีทั้งเครื่องดื่ม และ อาหาร และที่มากกว่านั้นร้านนี้มีสอน workshop นามของร้านนี้มีชื่อว่า “Tinee Eatery Workshop” ภาษาไทยก็อ่านตรงคำว่า “ธินี อีตเตอรี่ เวิร์คช้อป” “ธินี” นั้นเป็นชื่อเชฟของร้านนี้ นอกจากนี้ร้านธินี ยังมีบริการจัด Catering อีกด้วยคะ ร้านนี้ตั้งอยู่ตรงที่ที่เราผ่านไปบ่อยพอสมควร เพราะแถวนั้นมีอาหารให้เลือกกินเลือกสรร เต็มท้องถนน 555+ ย่านนี้คือแถวถนนทาวน์อินทาวน์ เส้นถนนนี้สามารถทะลุได้หลายซอยเช่น มาจากซอยรามคำแหง 39 หรือ รามคำแหง 53 และน่าจะมีอีกแต่ไม่แน่ใจว่าซอยรามคำแหงที่เท่าไหร่อีก ส่วนเส้นลาดพร้าวก็เข้าได้ตรงลาดพร้าว 94 หรือเพื่อนๆใครอยู่แถวนั้น แชร์ comment มาได้นะคะ มีหลายเมนูที่วันนั้นอยากหม่ำ แต่รับประทานไม่ไหวจริงๆ อิอิ

วันนั้นที่ไปเจอเชฟธินี ด้วยคะ แต่ไม่ได้มีโอกาสถ่ายรูปร่วมกัน ก็เลยไม่ได้เอารูปเซฟมาฝากเพื่อนๆนะคะ

ดูๆแล้วร้านนี้ ก็น่าจะแบ่ง service เป็นหลักๆ 3 ส่วน จะใช้บริการไหนของร้านก็”เลือกสรร”กันดูนะคะ

  • ร้านอาหาร/เครื่องดื่ม ที่บริการอยู่ชั้น1 (ใช้บริการมาแล้ว)
  • เวิร์คช้อป บริการอยู่ชั้น2
  • Catering ก็คงต้องติดต่อที่ร้านโดยตรง

 

Tinee Eastery
Tinee Eatery

มาถึงบรรยากาศและอาหารของร้านนี้กัน ร้านธินีอีตเตอรี่ เป็นร้านที่มีขนาดไม่ใหญ่หรือเล็กจนเกินไป มี 2 ชั้น ชั้น1 ก็เป็นที่นั่งทานอาหารหรือเครื่องดื่ม ตามสะดวกโต๊ะนั่งมีประมาณ 8 โต๊ะ มีทั้งโต๊ะเล็กนั่งได้ 2 คน ไปจนถึงโต๊ะใหญ่นั่งได้ 6-8 คน ได้เลย เรียกได้ว่า ตอบโจทย์ทุกจำนวนกลุ่มจะไปแบบ เพื่อนๆ หรือ เพื่อนรู้ใจ หรือ มากกว่าเพื่อนแต่ไม่่ใช่แฟน อันนี้มะเกี่ยว ส่วนชั้น2 ก็เป็นที่สำหรับลูกค้าที่มา workshop และมีห้องน้ำอยู่ชั้น2 ด้วยคะ เลย ตั้งใจมองเลย เห็นแล้วก็อยากเรียน แต่เวลายังไม่อำนวย ส่วนเรื่องที่จอดรถนัั้น รองรับได้ประมาณไม่เยอะเท่าไหร่จ้าประมาณ  3-4 คัน ส่วนทีเหลือก็ไปจอดข้างทางเอาได้คะ

โต๊ะนั่ง Tinee
โต๊ะนั่ง Tinee

ร้านนี้บริการให้เห็นกันชัดๆ เป็นสไตล์ครัวเปิด ซึ่งปัจจุบันนิยมกันมาก โดยเฉพาะสิ่งสำคัญที่สุดฮวงจุ้ยของร้านถือว่าดึงดูดลูกค้าเข้าร้านได้ดีทีเดียว ^ ^

ครัว Tinee Eastery
ครัว Tinee Eastery

“ครัวซอง”ชอบคะ ถ่ายมายั่วกัน เอาใจคนไม่ชอบสอดไส้ใน ^ ^

ครัวซอง
ครัวซอง

บรรยากาศการตกแต่งของร้านนี้ โดยส่วนตัวชอบนะคะ แบบเรียบๆง่ายๆ ใช้ปูนเปือย ทางร้านใช้สีอิฐส้ม แต่ดูสบายตาทำให้อยากนั่งนานๆ ชิวๆ บางทีเราทำงานมา เจอคนเยอะก็รู้สึกเหนื่อยๆคะ อยากอยู่เงียบๆคนเดียวบ้าง (บางเวลา)

มุมร้าน Tinee
มุมร้าน Tinee

อาหาร/เครื่องดื่มร้านนี้ โดยเฉพาะเมนูเครื่องดื่ม หลากหลายมากคะ ไม่ใช่เฉพาะคนชอบดื่มกาแฟเท่านั้น ร้านนี้เค้ามีเครื่องดื่มเบาๆแบบสดชื่นจริงๆ เรียกได้ว่าแนะนำให้แวะไปกันเลย มาดูกันว่ามีอะไรบ้าง

Raspberry Lemonade แก้วละ 80 บาท : แก้วนี้ระ เบาๆสดชื่นๆ จริงๆ รสชาติออกเปรี้ยว แบบซ่าๆ แถมหอม ตกแต่งด้วยใบสะระแหน่ > ไม่หวานอย่างที่คิดไว้เลย แถ้วนี้น่าจะมีส่วนผสมของโซดานะเพราะดื่มไปก็ออกซ่าๆ (ชอบๆ) เพราะปกติไม่กล้าสั่งเท่าไหร่ ก็ประสบการณ์มันเจอแบบไม่ดีนัก ราคาเครื่องดื่มสมัยนี้ไม่ได้ว่าถูกมันก็ออกแอบแพงอยู่เหมือนกัน ไอ้เราก็เคยสั่งกินเวลาเห็นเมนูที่ไม่ใช่กาแฟและไม่มีนม เพราะบางเวลาก็อยากลดปริมาณ”นม”และ”กาแฟ”บ้าง โดยเฉพาะช่วงที่ต้องดื่มในเวลาเย็นๆ แต่พอสั่งไปก็ซึมเป็นส่วนใหญ่ 70% กินเพราะเหตุผลว่าเสียดายเงินจัง

 

Raspberry
Raspberry

แต่พอได้สั่งแก้วนี้ของร้าน Tinee ก็ทำให้ค่าเฉลี่ยของประสบการณ์ที่ไม่ดี แบบหวานอีกระ ก็ลดน้อยลงไปทันที “ขอแนะนำ”เลยนะคะ ซ่าเบาๆ ต้องแก้วนี้เลย ^^ ถ้าได้มีโอกาสแวะไปจะถามว่ามีส่วนผสมของอะไรบ้าง จะได้ไปลองทำดื่มเล่นดู

Iced Cappuccino แก้วละ 80 บาท : ไม่สั่งคงไม่ใช่เราเครื่องดื่มกาแฟเย็นเนี่ย จำได้ว่าเห็นป้ายตรงเมนูว่าร้านมีแบบ Frappe (แก้วละ 100 บาท) ด้วยนะคะ แต่เราชอบแบบเย็นมากกว่า ^ ^ กาแฟร้านนี้ไม่เน้นเข้มแต่รสชาติกลมกล่อม ไอ้เราดื่มแล้วรู้สึกว่าอ่อนไปนิด แต่บังเอิญว่าดาวทานกาแฟเข้มกว่าหมู่เฮาทั้งหลาย ครั้งแรกที่ไปสั่งเมนูนี้ บอกว่าน้องๆพี่เอาหวานน้อยนะคะ พนักงานก็น่ารักมาก บอกว่าได้คะ แต่พอได้คุยกัน น้องพนักงานก็บอกว่าจริงๆแล้วร้านเรากาแฟไม่เน้นหวาน เน้นรสความเป็นกาแฟจริงๆ คือ ครบรสชาติ มีรสและกลิ่นของกาแฟ-หอม กลมกล่อมไม่หวานจนเกินคำว่า”กาแฟสดเย็น”

Iced Cappuccino
Iced Cappuccino
Iced Cappuccino Tinee
Iced Cappuccino Tinee

Hot Chocolate Mocha แก้วละ 60 บาท :

ส่วนเมนูอื่นๆไม่ได้ลองดื่ม แต่ไว้โอกาสหน้าคงจะได้แวะไป เพราะชอบเหมือนกัน เช่น ชามะนาว,Green Apple แถมด้วยเมนูเครื่องดื่มสไตล์ Italian > SODA < เมนูเครื่องดื่มด้านล่างไม่มีภาพมาโชว์นะคะ หม่ำเฉพาะด้านบนแต่เอมเมนูอื่นๆ มาฝากกันจ้า เพราะร้านเค้ามีเมนูเครื่องดื่มเยอะจริงๆเลย ราคาเท่าที่ดูก็อยู่ตั้งแต่ช่วง 60 บาท – 110 บาท ราคาขึ้นกับประเภทของเครื่องดื่มนะจ้า

OLYMPUS DIGITAL CAMERA

Raspberry & Lime

Kiwi & Green Apple

Vanilla & Peach

Iced Mocha

Iced Matcha Latte

Iced Tea + Peach/+Rose/+Raspberry/+Vanilla

ชอบดื่มอะไรก็เลือกสั่งตามแบบฉบับขอบแต่ละกัน ^ ^

Menu
Menu

มาถึงเมนูอาหารของร้านธินี อีตเตอรี่ กันบ้างต้องขอแอบกระซิบว่า เชฟมีความตั้งใจที่จะมอบอาหารที่นอกจากจะอร่อยแล้วยังใส่ใจในการจัดวางตกแต่ง แถมบางวันก็มีเมนูที่นอกเหนือรายการอาหารมาเสิรฟให้พวกเราที่ขึ้นชื่อว่าเป็น”ลูกค้า” แน่นอนคะว่า”เชฟ”ทุกคน มีความตั้งใจและมีความสุขที่จะให้พวกเราได้อิ่มอร่อย เพราะถ้าเราเป็นเชฟก็คงดีใจที่ ลูกค้าชอบในอาหารที่เชฟทำ คงดูง่ายๆด้วยสายตาก็คือ ลูกค้าทานอาหารหมดจานและได้รับการบอกกันต่อๆว่าร้านนี้อร่อยจัง ^^

ดังนั้นอาหารเมนูร้านนี้ ที่เราเอามาฝากจะมีทั้งที่เป็นเมนูมาตรฐานของร้าน และ ที่ไม่ใช่เมนูมาตรฐานของร้าน ประมาณว่าถ้าอยากทานแนะนำให้ โทรถามก่อนได้นะคะ ว่ามีรึเปล่าเมนูนี้ … อาจจะดูว่ายุ่งยากเกินไปหรือเปล่า แต่ขอบอกว่าไม่เลยคะ เพราะวัตถุดิบบางอย่างที่ร้านนี้จัดให้เรา มันไม่ได้มีมาตลอด เลยทำให้เป็นเมนูที่ไม่ได้วางไว้ให้สั่งได้ทุกๆวัน มาดูด้วยสายตากัน 555+

แบบแนวๆจานของคาว

soup of the day broccoli pesto 105 บาท : ชื่อก็บอกชัดๆว่า “of the day”

มะได้มีทุกวัน ร้านนี้ก็สร้างความแตกต่างได้เป็นอย่างดีสำหรับเมนูอาหารฟิวชั่น ที่มีเมนูนั้นถือได้ว่า special เพราะไม่ได้มีทุกวันขึ้นกับวัตถุดิบ

Soup of the day
Soup of the day

เอาซุปมาราดบนขนมปังกรอบ แล้วหม่ำกัน…จัดไป

Tinee Soup of the day
Tinee Soup of the day

 

pork ball with mash potato 105 บาท : 

รอบหน้าถ้ามีโอกาสแวะจะ จะถามเจ้าของร้านว่าทำไมต้องมีเศษ 5 บาท แอบสงสัย อิอิ

อาหารจานนี้ สำหรับคนขอบ”หมูสับ”กับ”มันฝรั่งบด” แนะนำให้สั่งนะ ฮ้าบ หมูปั้นเป็นลูกกลมใหญ่พอคำวางอยู่ในจานทานกับมันฝรั่ง ไม่ต้องกลัวจะเลี่ยนนะ เค้ามีผักสดๆให้ทานคู่กัน ถ้าให้เข้าใจถึงรสชาติจานนี้ตัวน้ำที่ราดสีแดงๆก็คล้ายกับซอสสปาเก็ตตี้ระจ้า

Pork ball with mash potato
Pork ball with mash potato

เน้นผักในสลัดมาให้ดูกันว่าในนั้นมีผักอะไรกันบ้าง…ชอบสลัดคะ ผักสดดี

สลัดผัก Pork ball
สลัดผัก Pork ball

seafood quiche 140 บาท : ในจานประกอบไปด้วย กุ้ง ปลา หอมหัวใหญ่ พริกไทย ผักชีฝรั่ง (celery) ราดด้วยครีมซอส มองแวปแรกคิดว่า”ขนม” อาหารแนวฝรั่งเศสปกติไม่ค่อยไม่โอกาสได้ทานเท่าไหร่ แนวเราก็เน้นไปทางอาหารไทยและอาหารญี่ปุ่น เป็นหลัก 555+

อาหารแต่ละจานร้านนี้ นอกจากจะรสชาติที่อร่อยแล้ว สไตล์การตกแต่งต้องเรียกได้ว่าใส่ใจในทุกเมนูจริงๆ

Seafood quiche
Seafood quiche

 

แบบแนวๆจานของไม่คาว (ของหวานระจ้า)

waffle + chocolate sauce,banana,berry 190 บาท : มูสส์ วาฟเฟิล จานนี้ขอบอกว่าใหญ่มาก ทานคนเดียวคือไม่หมดฟันธง เพราะมีวาฟเฟิล 2 ชิ้น กล้วยหอมอีก 2 ชิ้น หั่นครึ่ง แต่ถ้ามีไอศครีมรสวนิลลาหรือชาเขียวของโปรดระก้อ จะจัดหนักกว่านี้อีก 555+

จริงๆแล้วโดยส่วนตัวขอบทานวาฟเฟิล แต่ไม่ได้ทานประจำนัก จานนี้ของร้าน Tinee วาฟเฟิลอยากให้กรอบกว่านี้อีกนิด ชอบแบบกรอบๆ ส่วนตัวกล้วยอาจจะดูสุกไปหน่อย ซึ่งถ้าใครโปรดปรานของหวานให้จัดจานนี้ไปหม่ำซะ ^ ^

Waffle
Waffle
Tinee วาฟเฟิล
Tinee วาฟเฟิล

white choc mousse vanilla sable 95 บาท : จัดเป็นของหวานทานเล่น ได้เป็นอย่างดี “ไวท์ช็อคมูส”วางตกแต่งด้วยลูกราสเบอร์รี่ ถือเป็นผลไม้อีกอย่างที่ไม่ค่อยมีโอกาสได้ทาน แต่มีประโยชน์มากนะคะ ราสเบอร์รี่ มีสารต้านอนุมูลอิสระสูง สามารถสร้างภูมิคุ้มกันร่างกายเราเป็นอย่างดี เคยไปหาซื้อแต่ส่วนใหญ่เจอแบบแช่แข็ง ไม่ค่อยเจอขายแบบสดๆ

ไวท์ช็อคมูสรสวนิลลา แก้วนี้เราหม่ำได้ไม่เยอะมาก คงอิ่มมากับหลายๆเมนูด้านบน แต่ขอบอกว่าเนื้อนุ่มและหอมกลิ่นมูสวนิลลาชัดมากๆ ส่วนตัวอยากให้ใส่ราสเบอร์รี่เพิ่มอีก 1 เป็น 2 ลูก 555+

ไวท์ช็อคมูส
ไวท์ช็อคมูส

ภาพบรรยากาศ ขนมต่างๆ เพิ่มเติม เก็บภาพมาฝากกันอีกจ้า

ภาพขนมปังร้าน
ภาพขนมปังร้าน
เก็บตกภาพร้าน Tinee
เก็บตกภาพร้าน Tinee
ภาพโต๊ะนั่ง Tinee
ภาพโต๊ะนั่ง Tinee

 

 

 

 

 

 

 

 

 

ที่ตั้งร้าน 1213/45 ทาวน์อินทาวน์เพลส ลาดพร้าว94 เขตวังทองหลาง กรุงเทพฯ

เบอร์โทร : 02-559-2475

TINEE MAP
TINEE MAP

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

เวลาเปิด-ปิด บริการ : ทุกวัน เวลา 9 โมงเช้า – 6 โมงเย็น

Email : [email protected]

Facebook : https://www.facebook.com/cheftinee

Instagram : @tineeeateryworkshop

 

ที่เที่ยว: ไปกี่ทีไม่มีเบื่อ ตอนที่ 1…ไปลุย KL กัน

0

malaysia_air_cover

อะแฮ่ม ช่วงนี้ขยันเป็นพิเศษ มาเจอกันเดือนนึงมากกว่า1ครั้งสำเร็จแล้ว จากนี้ก็จะรักษาเวลาในการพาคุณๆไปเที่ยวกันทุกเดือนแบบนี้ไปเรื่อยๆนะครับโปรดติดตามกันได้

………………………………………………………………………………………………….

หนที่แล้ว ผมพาทุกคนไปเที่ยวมาเลเซียกับปันปันมาแล้ว ในซี่รีย์ The New world with Pun Pun เพิ่งจบตอนที่ 2 ที่เมือง KL (Kuala Lumpur)ไปหมาดๆ
ที่แรกว่าจะพาไปเที่ยวตอน 3 กันต่อเลย แต่..ทบทวนความคิดไปมา
ยังมีเรื่องเล่าที่ยังอยากเล่าต่อของเมืองนี้อีก  เลยได้ไอเดียในการสร้างซี่รีย์เรื่องเล่าใหม่มาฝากเพื่อนๆกันครับ

ซี่รี่ย์ “ไปกี่ทีไม่มีเบื่อ” เป็นการนำเมือง หรือสถานที่เที่ยวที่น่าสนใจที่ทำให้เรา หรือใครสามารถเดินทางไปซ้ำได้ไม่มีเบื่อ ถือเป็นซีรี่ยแยก ออกมาอีกหนึ่งซี่รี่ย และเป็นรีวิวคู่ขนานกับ The New world with Pun Pun  ในประเทศบ้านใกล้เรือนเคียงอย่าง “มาเลเซีย” ที่มีสีสันและที่เที่ยวมากมายไม่แพ้บ้านเราทีเดียว

ตอนแรกของ ซี่รีย์ ไปกี่ทีไม่มีเบื่อขอพาทุกๆคนกลับไปยังเมืองแห่งสีสันที่ชื่อ Kuala Lumpur
เป็นทริบพิเศษที่ไปกับทาง มาเลเซียแอร์ไลน์ เมื่อปีก่อน (ดองนานไปไหม)ต้องยอมรับว่าเป็นทริบที่เช้าที่สุดในชีวิตการเดินทางเครื่องบินกันเลย

kl-kinta-5777

เที่ยวบินของ Malaysia Airline เที่ยวนี้เป็นเที่ยวบินแรกของวันกันเลย

ข้อดีคือเที่ยว 6.00 น.นั้นคือคุณสามารถจะเดินทางแต่เช้าเพื่อไปเที่ยวหรือติดต่อธุรกิจได้ง่ายขึ้น เพราะจะไปถึงมาเลเซียประมาณ9.10 ชีวิตการเดินทางต่อจากเวลานั้นสบายแล้วแน่นอน ส่วนข้อเสียคือร่างกายในวันเดินทางมันไม่ยอมจะเช้าด้วยซักเท่าไหร่นะสิ คิดแล้วแอบง่วงมากมายทีเดียว แต่เพื่อการเที่ยวแล้วเที่ยวนี้เหมาะสุดๆครับ

kl-kinta-5779

ทริบเราเองก็เริ่มต้นตั้งแต่มาถึงสนามบินสุวรรณภูมิตั้งแต่ตี 4.30 เราเผื่อเวลาไว้สำหรับการตรวจสอบเอกสาร และ การผ่านด่านตรวจคนเข้าเมืองด้วย

ในภาพเป็นบรรยากาศยามเช้าของ Gate เรา เงียบมากมาย

kl-kinta-5783

หลังขึ้นเครื่องของ มาเลเซียแอร์ไลน์ ประทับใจนี่เลยครับ LCD TV ส่วนตัวของใครของมัน ที่เริ่มเล่ากันตั้งแต่การเตรียมพร้อมต่างๆในการใช้อุปกรณ์และถุงลมนิรภัยซึ่งปรกติเราจะเห็นจากการที่แอร์ฯ จะเป็นผู้สาธิตให้เราได้ชม แต่ความนี้มาแบบ Digital กันเลยรวมทั้งหนังหรือบริการต่างๆก็สามารถสั่งผ่านหน้าจอนี้ได้เช่นกัน ด้านล่างจอเป็น Remote ครับใช้ Control TV

อากาศดีทีเดียวครับวันนี้ท้องฟ้าแจ่มใสเหมาะแก่การเดินทางไกลเชียวละ

หลังลงเครื่องที่สนามบิน KLIA ( Kuala Lumpur International Airport) สนามบินแห่งชาติของมาเลย์เค้าครับ มาถึงคิวค่อนข้างยาวใช้ได้เลย แต่ก็ใช้เวลาไม่นานเท่าทริบก่อนที่ไปลงสนามบิน Low cost carrier terminal (LCCT ) Lowcost  ของ แอร์เอเชียเค้า อันนั้นคนมหาศาลกว่าเยอะรอกันเกิน 40 นาทีกันเบย อันนี้แป๊บเดียวก็ผ่านได้แล้ว ขั้นตอนผ่านด่านคนเข้าเมืองของบ้านเค้าไม่ยุ่งยาก คล้ายๆกันกับบ้านเราทุกอย่าง แค่กรอกๆเอกสารแล้วก็ยื่น Passport ก็จบครับ บ้านใกล้เรือนเคียงแถมยัง ใกล้จะเป็น AEC เข้าไปทุกทีการเดินทางในอนาคตจะยิ่งง่ายขึ้นไปอีกแน่นอน

map_transit

สำหรับการเดินทางต่อจากสนามบินนี้เข้าเมือง เอาตารางรถไฟมาให้ดูแล้วกันนะ การจะไปจุดต่างๆในบริเวณใกล้ไกลสนามบิน จะไปต่อที่สนามบิน LCCT  จะไป KL Centralก็ได้ ให้เลือกใช้บริการรถไฟฟ้าเข้าเมือง สะดวกสุดครับ แน่นอนในเรื่องเวลาไม่มีพลาด เราสามารถเลือกบริการรถไฟความเร็วสูง (KLIA Ekspres )หรือธรรมดา(KLIA transit)ก็ได้ขึ้นอยู่กระเป๋าสตางค์คุณๆ   สามารถดูราคาการเดินทางกันได้ที่นี่จ๊ะ http://www.kliaekspres.comอ่อสำหรับถ้าใครไปลงที่ LCCT จะไปรถไฟฟ้าต้องนั่งรถบัสไปต่อนะครับอย่างใน MAPเลย ราคาไม่ต้องจ่ายแต่อย่างใด รวมอยู่ในค่ารถไฟฟ้าหมดแล้ว
พึ่งนึกออกจริงๆมีอีกวิธีคือ การใช้บริการ SKY BUS แต่เคยอ่านมาว่าหากไปช่วงเวลาเร่งด่วนอาจจะLate ได้ไม่เหมาะสำหรับขากลับมาที่สนามบินหากคุณไม่เผื่อเวลาไว้มากกว่า 1 ชั่วโมงนะครับ แต่ขาเข้าเมืองก็ยังไหวหากอยากประหยัดจ๊ะ

หลังเข้าเมืองจุดแรกที่เราต้องแวะเที่ยวก่อนเลย และเป็นอีกครั้งได้กลับมาที่นี่ หนนี้สมใจตรงที่ว่าคราวก่อนไม่ได้เข้าไปด้านในของ มัสยิดสีชมพู (มัสยิดปุตราจายา)หนนี้สามารถแล้วครับไปดูกันดีกว่า

วันนี้อากาศแจ่มสุดๆ ร้อนมากมายจริงๆ  มุมสะพานสวยๆ ที่เมืองนี้มีหลากหลายสะพานมากมายครับ

kl-kinta-5801

มองจากมุมไหนก็เด่นมากๆครับ มัสยิดปุตราจายา สีชมพูหวานมาก ยิ่งอากาศดีๆแบบนี้ด้วย สวยงดงามทีเดียว ตัวมัสยิดครึ่งนึงสร้างยื่นลงไปในน้ำ มองบางมุมจะรู้สึกเหมือนมัสยิดลอยอยู่บนน้ำเลยทีเดียว

kl-kinta-5835

kl-kinta-5878

kl-kinta-5879

แล้วเราก็ได้มายืนตรงหน้าแล้วครับ อย่างที่บอกไปหนก่อนไม่ได้เข้าชมด้านไหน หนนี้จึงมีเวลาเก็บภาพได้พักใหญ่เลยครับก่อนเข้าไปมารู้จักที่นี่สักนิด ค้นๆข้อมูลจาก WIKI มาฝากครับ

kl-kinta-5839

เป็นมัสยิดที่สำคัญในปุตราจายา ประเทศมาเลเซีย มัสยิดเริ่มก่อสร้างเมื่อปี 1997 จนแล้วเสร็จอีก 2 ปีถัดมา ตั้งอยู่ข้างกับเพอร์ดานาปุตรา ซึ่งเป็นทำเนียบรัฐบาลของมาเลเซีย

มีทะเลสาบปุตราจายา ทะเลสาบที่สร้างโดยมนุษย์ ล้อมด้านหน้าของมัสยิด

kl-kinta-5849

ภายในงดงามมากๆ สีชมพูดูแปลกตา ขณะเดียวกันลวดลายและสถาปัตยกรรมภายในตกแต่งประดับประดาดูวิจิตรงดงาม เห็นแล้วก็ต้องทึ่งทีเดียว

kl-kinta-5848

สีชมพูภายในสวยงามมากครับแหงนมองด้านในเป็นโดมทรงกลม ด้วยลวดลายและสีสันทำให้มีมิติที่สวยงามและอลังการมากๆ

อยากให้ทุกคนเข้าไปด้านในกันครับรูปที่ถ่ายมาดูไม่อลังการเท่าของจริงเลย

kl-kinta-5890

ออกมาจากมัสยิดเราไปชมเมืองปุตรากันดีกว่า มุมนี้สามารถเห็นเมืองทั้งเมืองได้เลย เผื่อใครยังไม่ทราบ ผมไปค้นข้อมูลมาฝากกันจาก WIKI เช่นเดิมตามนี้นะครับ

kl-kinta-5894

ดร.มหาเธร์ บิน โมฮัมหมัด อดีตนายกรัฐมนตรีมาเลเซีย สร้างเมืองปุตราจายา เกิดขึ้นจากแนวความคิดที่จะสร้างเมืองเพื่อเป็นที่ตั้งของฝ่ายบริหาร และประมุขของประเทศ อยู่ทางตอนใต้ของกรุงกัวลาลัมเปอร์

ปุตราจายาเป็นความตั้งใจของผู้นำมาเลเซีย (ดร.มหาเธร์ ในสมัยนั้น)ที่ต้องการจะเนรมิตรเมืองใหม่ขึ้นมา เมื่อปี 2538 โดยกำหนดแผนการพัฒนา 3 ระยะ คือ ระยะ 1A แล้วเสร็จในปี 2542 ระยะ 1B แล้วเสร็จในปี 2544 และระยะ 2 แล้วเสร็จในปี 2553 เพื่อเป็นศูนย์การบริหารและปกครอง แยกออกจากกัวลาลัมเปอร์ เมืองหลวง เพื่อต้องการควบคุมปัญหาการเจริญเติบโตที่รวดเร็วและต้องการแก้ไขปัญหาการจราจรใน เมืองหลวงด้วย นอกจากนี้ จะเป็นความพร้อมในทุก ๆ ด้าน เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการปฏิบัติงานของคนมาเลเซีย

kl-kinta-5901

ออกจากเมืองปุตราจายาเราเข้าเมือง KL (กัวลาลัมเปอร์) กันแล้วครับ แวะไปย่านช้อปปิ้งที่ฮิตสุดๆของเค้าคือ ย่านบูกิตบินตัง (Bukit Bintang)

เปรียบๆไปก็เหมือนสยามสแควร์บ้านเราแบบนั้นเลย

kl-kinta-5932

มีแหล่งช้อปปิ้ง ห้างสรรพสินค้า มีรถไฟฟ้าโมโนเรลวิ่งผ่าน รถราก็แน่นๆคล้ายๆกันทุกอย่าง

kl-kinta-5928

อย่างวันนี้เรามาฝากท้องกันที่ ห้างดังอย่าง PAVILLION  เทียบๆไปผมว่าคล้ายๆ พารากอนบ้านเราครับ

kl-kinta-5924

ชั้นใต้ดินนี้อาณาจักรแห่งอาหารเลย บอกแล้วคล้ายๆกัน ทุกอย่าง มี Food Republic ด้วย

kl-kinta-5922

ส่วนคณะเรามาฝากท้องที่ร้าน Madam Kwans   ร้านอาหารมาเลย์ จีน แบบfusion คือปรับปรุงรสชาติให้ทันสมัยไม่ใช้มาเลย์แบบดั้งเดิมหรือจีนแท้ๆ ตอนไปทางเจอตัวเป็นๆ แต่งเหมือนในโลโก้ร้านแบบเป๊ะๆเลยครับ ตัวจริงอัธยาศัยดีครับ ยิ้มแย้มกันเองดี เราเห็นคุณป้าแกเป๊ะเลยจับถ่ายรูปด้วยกันซะเลยกับกลุ่มของเรา

kl-kinta-5910

มาดูอาหารกันอย่างนี่ ผมสั่งมา โอเคเลย จานใหญ่ยักษ์กินกันไม่หมดทีเดียว รสชาติเมนูนี้ไม่ได้เผ็ดอะไรมากครับ ถือว่าผ่านเหมือนกัน ให้มาเยอะสะใจสมราคานะผมว่า

kl-kinta-5911

เพื่อนร่วมทริบก็สั่งนี่ครับ

kl-kinta-5912

และก็นี่เกี๊ยวน้ำ รสชาติทุกอย่างอร่อย ข้าวอาจจะแพ้บ้านเราบ้างแต่รสชาติโอเค

kl-kinta-5982

หลังอิ่มกันดี เราแวะไปที่ศูนย์ฝึกบินของสายการบิน Malaysia Airline เพื่อไปฝึกบินด้วยเช่นกัน อันนี้ผมตื่นเต้นที่สุดแล้วของทริบวันนี้

kl-kinta-5967

จะมีคนธรรมดากี่คนกันที่ไม่ใช่นักบินที่มีโอกาสได้เข้ามายังศูนย์แห่งนี้

ตามมาครับ เราจะได้ลองเข้าไปในห้องบังคับการบินจำลอง ที่ทางสายการบินเตรียมไว้ให้คือห้องบังคับการ BOING 737
เป็นโอกาสสักครั้งที่จะได้กุมบังเหียนนักบินครับ

kl-kinta-5942

ทั้งผมและเพื่อนร่วมทริบทุกคนตื่นเต้นทีเดียว เพราะเวลาที่เราบังคับในห้องนี้เหมือนกับเราบินจริงๆบนท้องฟ้าเลย

ทยานขึ้นแล้วตื่นเต้นจริงๆ เพราะทุกคนได้รับประสบการณ์ร่วมกันหมดตัวเครื่องจำลองมาทุกอย่างเหมือนจริงมากกกก

kl-kinta-5975

เรียงคิวกันถ้วนหน้า ผมเป็นคนสุดท้าย ที่เลือกเป็นคนสุดท้ายเพราะตื่นเต้นฝุดๆ เห็นเค้าบินกันดี๊ดี เวลาเราบังคับห้องทั้งห้องจะหมุนตามไปพร้อมๆกัน

kl-kinta-5965

คิวผมบังคับบ้างน้องๆบอกว่ายังกับนั่งอยู่บนเครื่องบินเจ็ต เพราะหมุนสุดๆ จะอ้วกกันไป 555

kl-kinta-5986

นับเป็นประสบการ์ณที่ดีมากๆครั้งนึงในชีวิต ที่มีโอกาสได้สัมผัสและบังคับเครื่องที่เค้าใช้ฝึกนักบินกันเลย ก่อนที่จะไปปฎิบัติการจริงๆทุกคนต้องผ่านห้องแบบนี้กันมาทั้งนั้น

ส่วนอันนี้ผมไม่ได้เข้าไปครับเป็นห้องฝึกบินสำหรับ airbud A380 ลำใหญ่นั้นล่ะ น่าเสียดายเหมือนกัน อยากรู้ว่าจะเดิ้นมากขนาดไหน

kl-kinta-5998

จบจากสำนักงานฝึกนักบินของทางมาเลเซียแอร์ไลน์ เราเข้ามาเช็คอินกันก่อนครับ

รวมๆห้องพักไม่เก่าไม่ใหม่มาก พอใช้ได้ดีมีเน็ตให้ใช้แต่เสียตังนะครับ อื่นๆ อาหารมื้อเช้าไม่อร่อยเท่าไหร่ พอทานได้ครับ

kl-kinta-6007

เก็บของเข้าที่พักเสร็จ เจอกับบล็อคเกอร์อีกท่านที่พึ่งจะมาถึงช่วงบ่าย “ดีบุก” เลยชวนกันไปถ่ายภาพตึกแฝดเที่ยวก่อนถ่ายภาพกลับมายังไม่สะใจหนนี้มีซ้ำกันครับ

kl-kinta-6016

ตึกยังสวยและดูอลังการงานสร้างเหมือนเช่นเคย งดงามมากครับ ที่นี่ถือเป็นสถปัตยกรรมมนุษย์สร้างอีกแห่ง ที่สวยและน่าภูมิใจแทนบ้านเมืองเค้านะครับ

kl-kinta-6055

เดินหมนกันไปมาซักพัก เราตั้งใจไปต่อกันในตลาด และย่านของกินที่ใหญ่อย่างถนนจาลัน อาลอร์ ของ KLขึ้นแท๊กซี่กันไป บอกเค้าผิดๆถูกเลยมาลงซะห่างเลมาถึง Cemtral Market แทน

kl-kinta-6042

ด้านข้างจะเป็น Walking Street เลยชวนกันแวะเลย เห็นสัญลักษณ์ด้านบนมองดูมีเสน่ห์ดีครับเลยไม่ลังเลจะเข้าไปเดินกัน

kl-kinta-6047

Walking Street ที่ขายของเยอะทีเดียวครับ ดูอารมณ์แล้วทำให้ผมนึกถึงห้างที่ดูคล้ายๆกันอย่าง ดิโอลด์สยามบ้านเรา แต่มีของกินของฝากเยอะหน่อย สนุกดีครับ

kl-kinta-6048

ผลไม้ทั้งแบบสดและดอง มีให้เลือกเยอะเลย

 

kl-kinta-6051

ด้านหลังเค้าเป็นรวมร้านอาหารน่านั่งหลายๆร้าน

kl-kinta-6053

ในส่วนห้างด้านบนจะแยกเป็นเสื้อผ้าแต่ละชาติกันไป ของขายเน้นนักท่องเที่ยวจริงๆ คนเดินก็เป็นต่างชาติซะเยอะด้วย

kl-kinta-6058

เดินกันช่ำใจ ออกมาต่อเราเปลี่ยนมาไปย่าน China Town กันแทน เดินไปถนนเส้นนี้เพลินมาก จากด้านที่เราเข้าไปจนถึงตรงกลางๆ ตลอดสายเต็มไปด้วยของกิน ของใช้มากมาย

kl-kinta-6064

มาถึงร้านที่ดีบุกแนะนำแล้วครับ อาหารเป็นประเภทต้มๆ ในน้ำเดือดปุดๆเชียว เรียกว่า “lok lok ” เวลากินจะต้องมีหม้อสไตล์แบบหม้อสุกี้ที่ต้มน้ำเดือดๆ จากนั้นก็เอาอาหารเสียบไม้ทั้งหลายไปแช่หรือจะเรียกว่าจุ่มกันก็ได้ นะครับ สนนราคาก็เริ่มตั้งแต่ไม้ละ 10-50 บาทแล้วแต่ประเภทของเนื้อสัตว์นั้น ๆ เค้าเสริฟพร้อมน้ำจิ้มสไตล์คล้ายสะเต๊ะบ้านเรา แต่อร่อยมากๆเลย

kl-kinta-6065

นี้ละครับมีทุกอย่างเลย เราจะได้จานมาจากนั้นก็หยิบเลือกได้เอง สนุกและอร่อยมากๆ ใครมามาเลเซียห้ามพลาดกันเลย

kl-kinta-6067

มีเนื้อทุกแบบ เสียบไม้ไว้รอเราเลือกได้เลย

kl-kinta-6069

จุ่มกันในน้ำเดือดๆแบบนี้ละครับ

kl-kinta-6070

kl-kinta-6072

อันนี้เป็นสะเต๊ะนะครับอร่อยมากๆ เลย และที่นี่ก็เป็นที่ปิดท้ายของพวกเราในค่ำคืนแรกใน KL กันพรุ่งนี้จะพาตะลุยที่เที่ยวหนุกๆในเมืองกันต่อครับ

kl-kinta-6120

ยามเช้าตรู่มาถึงผมเดินออกมาแต่เช้า แวะเก็บภาพตึกแฝด ปิโตนัสอีกรอบ มองจากมุมไหนๆใน KL เราก็เห็นที่นี่เสมอ

kl-kinta-6089

kl-kinta-6093

ข้อดีของโรงแรมที่เราพักคือใกล้ๆกับถนนแห่งของกินมาก ถนน  “จาลัน อาลอร์ (Jalan Alor )” ในระดับเดินถึงกันเลยครับ
(พึ่งมารู้ตอนเช้าว่าโรงแรมอยู่ใกล้เกิ๊นน เพราะถามจากพนักงานโรงแรม เค้าชี้ไปหน้าโรงแรมเลย
น่าเขกหัวตัวเองจริงๆครับ 555 )

ถนนจาลัน อลอร์ตั้งอยู่ใจกลางกรุงกัวลาลัมเปอร์ แถวนี้นอกจากความหลากหลายของอาหารในยามค่ำแล้ว

ยังเป็นย่านที่พักราคาถูกของ กัวลาลัมเปอร์ ตั้วอยู่ไกล้ๆกับสถานีขนส่งพูดูรายา (pudulaya)

เดินๆไปเลี้ยวขวาจะเจอร้านขายนั่งฟังเพลง พับบาร์ น่าจะเหมาะสำหรับใครที่อยากได้แสงสียามค่ำคืน ก็แวะมาเที่ยวย่านนี้ได้

kl-kinta-6101

ถนนเส้นนี้พอเป็นตอนเช้าดูเหงาลงไปถนัดตา ผมเดินเก็บภาพไปเรื่อยๆ อย่างที่เคยเขียนถึงไปจาก ซี่รี่ย์ The New World with Pun Pun

ถนนเส้นนี้มีอาหารนานาชาติของแท้ครับ มีตั้งแต่ไทย  เวียตนาม จีน ฝรั่ง มาเลฯ ครบเลย

kl-kinta-6102

ร้านเปิดประมาณครึ่งนึงนะครับแต่คนน้อยมาก

kl-kinta-6094

เนี่ยละครับร้านไทยดูเขียนอ่านอาจจะแปลกๆหน่อยแต่ได้เห็นภาษาไทยในต่างแดนแบบนี้ก็เก๋ไปอีกแบบครับ

kl-kinta-6114

หลังมื้อเช้าพวกเรา Check out กันเลยเพื่อเตรียมตัวที่เย็นวันนี้เราจะบินกันต่อแล้ว ก่อนไปเลยเข้าไปในเมืองแถวๆบูกิตบินตังอีกรอบ แวะเดินเล่นกันอีกนิดดูความเจริญของเค้ากันหน่อย

kl-kinta-6134

และที่ผมอยากลองอีกซักครั้งก็คือขึ้นรถไฟ โมโนเรล (Monorail) อีกซักที ไปใกล้ๆ2 สถานีก็ถึงแล้วครับจากที่เราอยู่กัน

kl-kinta-6143

kl-kinta-6141

แวะเดินห้างเค้าก็ไม่ต่างกันมากนะครับ คล้ายกับห้างบ้านเราอยู่ในบริเวณเดียวกันกับ บูกิตบินตังห่างมา 1 สถานีรถไฟฟ้า
จริงๆช่วงนี้เดินเล่นรอเวลาไปยังเป้าหมายใหญ่ของวันนี้ใน KL ครับ….

kl-kinta-6146

และที่นั้นก็คือ Aquaria KLCC Kuala Lumpur สวนน้ำที่ใหญ่ที่สุดของ KL ครับ ที่นี่ถือว่าดังมาก เพราะมีพันธ์ปลาหายากในโลกมารวมไว้มากมายที่สุดในโลกที่นึงเลยที่เดียว

kl-kinta-6273

Aquaria KLCC อยู่ที่ชั้นใต้ดินของ Kuala Lumpur Convention Centre Complex อยู่ใกล้ๆ Suria KLCC Shopping Centre ที่เป็นห้างสรรพสินค้า ที่อยู่ใต้ ตึก ปิโตนัสนั้นเอง

สามารถเดินลงมาที่ชั้นใต้ดินของตึกได้เปิดตั้งแต่ 10.30am – 8.00pm ทุกวัน ราคาค่าเข้าชม ดูจากในภาพได้เลยครับ

kl-kinta-6149

kl-kinta-6152

เข้ามาปุ๊บก็ต้องประทับใจกับปลาที่ผมเคยดูแต่ในหนังเท่านั้นอย่าง ปิรันย่า (Piranha Tank)

เค้ามีภาพจำลองสถานการณ์ที่ปิรันย่าเข้าไปรุมสกัมอาาหารแบบสดๆกันได้ ปลาอะไรฟันแหลมสุดๆเลยครับ

kl-kinta-6157

ถัดมาเป็นปลาดุกไฟฟ้า เค้าจัดมุมไว้ได้เร้าใจตื่นเต้นดีมากๆ ปลาไหลไฟฟ้ามีชื่อเรียกทางการว่า (Electric Catfish) มารู้จักมันก่อนจะดีกว่าครับ (ขอบคุณข้อมูลจาก WIKIPEDIA ครับ)
ปลาดุกไฟฟ้า พบเฉพาะในทวีปแอฟริกาตอนเหนือ และตะวันออกบริเวณแม่น้ำไนล์ มีทั้งหมด 2 สกุล ตัวปลามีลำตัวมีรูปร่างกลมป้อม หัวหนา ตามีขนาดเล็ก มีครีบ 7 ครีบ แต่ไม่มีครีบหลัง มีเพียงครีบไขมัน ขนาดใหญ่ อยู่ด้านหลังใกล้โคนหาง ครีบอก 1 คู่ ไม่มีเงี่ยง ครีบท้อง 1 คู่มีขนาดเล็ก ครีบก้นอยู่ตรงข้ามกับครีบไขมัน หางมีขนาดใหญ่เป็นรูปพัด มีหนวด 3 คู่ รอบริมฝีปากมีหนังหนา มีอวัยวะสร้างไฟฟ้า 1 คู่โดยฝังอยู่ใต้ ผิวหนังที่หนาบริเวณลำตัวข้างละอันการปล่อยกระแสไฟฟ้าอยู่ภายใต้การควบคุม ของระบบประสาท โดยปกติจะปล่อยกระแสไฟฟ้าเวลาหาอาหารหรือป้องกันตัวเท่านั้น ปลาที่มีขนาดใหญ่สามารถสร้างกระแสไฟฟ้าขนาด 1 แอมแปร์ และแรงคลื่นกว่า 100 โวลท์ได้ ซึ่งกระแสไฟฟ้าขนาดนี้ในน้ำสามารถ ทำอันตรายต่อศัตรู หรือแม้กระทั่งมนุษย์ได้
…………………น่ากลัวสมกับตัวกราฟิกที่ทำล้อมตู้เลยครับ

kl-kinta-6156

ปลาดุกดูตัวยาวและน่าเกรงขามมาก ถึงไงเห็นตัวก็ไม่น่าเข้าใกล้อยู่แล้วละครับ

kl-kinta-6173

kl-kinta-6171

ตัวนี้น่าสนใจมากครับ(ผมจำชื่อแม่นๆไม่ได้ แต่จำได้ว่าขนาดมันใหญ่มากๆเป็นปลาน้ำจืด ดูขนาดเลยครับเทียบกับคนชี้ดูได้เลย)

kl-kinta-6177

แท็งค์น้ำขนาดใหญ่อันนี้ชอบมากครับเวลาปลาว่ายไปมาดูสวยงามมากครับ

kl-kinta-6182

ทางเดินลอดโดมใต้น้ำผมชอบมากๆเลย เห็นปลาหลากหลายว่ายไปมาตื่นตาตื่นใจสุดๆเลย

kl-kinta-6191

เจอกระเบนยักษ์ว่ายไปมาตื่นเต้นสุดๆ

kl-kinta-6195

และที่อยากเห็นแบบเต็มๆตามานานแล้วก็มาหากันจนเจอฉลามครับ

kl-kinta-6196

ว่ายไปมาปราดเปรียวสุดๆเลย

kl-kinta-6211

มุมแบบนี้ละครับที่เห็นในหนังกันบ่อยๆ ฟันเยอะเชียวเธอ

kl-kinta-6213

 

kl-kinta-6217

ได้เห็นฉลามว่ายไปมาบนหัวตัวเองนี้เกินจะคาดเดาจริงๆเลยครับ

kl-kinta-6219

มาดูกันต่อครับ ปลาสวยงามเค้าก็มีครับ ถึงแม้ว่าผมเองจะไม่ค่อยได้ไปเที่ยวสวนน้ำตามที่ต่างๆมากนัก แต่ผมว่าที่นี่ปลาเยอะจริงๆครับ และทางเดินลอดใต้น้ำที่นี้ก็ยาวและน่าอัศจรรย์มากๆ

kl-kinta-6224

เด็กๆมาต้องชอบแน่ๆครับ หลายๆครอบครัวจูงเด็กๆมาเที่ยวที่นี่ถือว่าคุ้มค่ามากๆ ยอมรับเลย Aquarium ที่นี่ทำดีมากๆ

kl-kinta-6236

kl-kinta-6238

เห็นลายหอยพันธ์นี้แล้วนึกถึงหนังพวกจูราสิคพาร์คเลย

kl-kinta-6240

kl-kinta-6242

แมงกระพรุนสีสดมากๆ

kl-kinta-6243

ปลาดาวในมุมที่ไม่ค่อยคุ้นเคยนักดูแปลกสุดๆ

kl-kinta-6251

kl-kinta-6256

เวลาประมาณชั่วโมงเศษๆ พวกเราก็ออกมาตรงส่วนสุดท้าย หากใครประทับใจกับสวนน้ำแห่งนี้สามารถอุดหนุนเค้าได้นะครับ มีตุ๊กตาน่ารักราคาก็ว่าไปตาม size ตามรายละเอียดของงาน

kl-kinta-6268

ก่อนจะจากเลยชักภาพกันซักหน่อยเก๊กหล่อกันสุดๆกินกันไม่ลงเลยเนอะ เอิ๊กกก (ไม่อยากกินละมากกว่า 555 )
นับเป็นทริบที่ได้ทั้งความบันเทิงและสาระมากครับ

kl-kinta-6279

หลังออกมาจาก Aquaria พากันมาแวะซื้อของฝากกันเล็กน้อย ใครมา KL ไม่แวะซื้อช็อคโกแล็ตอาจจะเรียกว่ามาไม่ถึง(จุดเสียตังค์) กันเลย อิอิ ที่เห็นนี้เครื่องทำช็อคโกแล็ตครับ ถ่ายภาพคู่กับลูกทีมเรา

kl-kinta-6286

ที่นี่ทุเรียนเป็นผลไม้ที่นิยมมากๆเพราะผมไปจุดไหนก็เจอทุเรียนอยู่ทุกที ไม่แปลกเลยจะมาเจอในร้านนี้

kl-kinta-6282

ที่นี่มี Chocolate Shop หลากหลายยี่ห้อมาก เที่ยวก่อนผมมาก็แวะซื้อแต่เป็นอีก Shop นึงที่นี่เค้านิยมผลิตกันมากกว่าบ้านเราอีก เพราะดูจากที่จอดรถ รถทัวร์จอดกันแน่นเลย เรียกว่านักท่องเที่ยวคงถูกทุกทัวร์พามากันแน่นอน

และผมเองก็เสียตังที่นี่ละครับของฝากทั้งนั้นเลย ^ ^”

kl-kinta-6295

จากจุดนี้พวกเราต้องแยกย้ายกันไปต่างRoute แล้วครับ ชักภาพกันก่อนจากชั่วคราวอีก2-3 วันจะมาเจอกันอีกครั้ง จากซ้ายไป ขวา เป็นลุงเด้งจาก Hongkong Fan Club ,ผม,และดีบุก Blogger ชื่อดังแห่งพันทิบ

kl-kinta-6328

และแล้วก็ได้เวลาผมต้องบินอีกรอบเพื่อไปยังเป้าหมายสำคัญที่ผมเองก็ไม่คาดคิดมาก่อนว่าจะได้ไป นั้นคือ โคตาคินาบาลู แห่งเกาะบอร์เนียว จะเป็นไงโปรดติดตามตอนหน้าจะพาไปเที่ยวยอดเขาที่สูงที่สุดใน South East Asia กันแบบเบาๆครับ

เป็นอีกที่ๆผมอยากมาที่สุดแห่งนึงของเอเชียบ้านเรา

ท้ายนี้ต้องขอขอบคุณสายการบินแห่งชาติมาเลเซีย “มาเลเซีย แอร์ไลน์” ที่จัดทริบดีๆนี้และเชิญเรามาเที่ยวเปิดหูเปิดตาขนาดนี้ ประเทศเพื่อนบ้านของเราอย่างมาเลเซียมีอะไรให้น่าค้นหา น่าเที่ยวเยอะเลยครับ

เร็วๆนี้มาติดตามกันต่อนะครับไม่ช้าแล้วววว เชื่อผมเต๊อะ ตอนนี้ขอลาก่อนครับ สวัสดี…

“Remy Martin Club” Fine Champaign Cognac หนึ่งในบรั่นดีที่ถือว่าดีที่สุด

0
Remy Martin Club
Remy Martin Club

สวัสดีจ้าเพื่อนๆ

วันนี้้มาเจอกันในหยุดสบายๆของวันอาทิตย์ พร้อมกับการรีวิวอาหาร & เครื่องดื่ม แต่ครั้งนี้จะฉีกแนวมาในรูปแบบของประเภทเครื่องดื่มที่แอลกอฮอล์นิดส์ พอดีได้มีโอกาสได้ไปงานเปิดตัวเครื่องดื่มยี่ห้อสุดหรู ชื่อว่า Remy Martin

โดยครั้งนี้มีผลิตภัณฑ์ที่ออกมาใหม่เพิ่งเปิดตัวในประเทศไทยไป คือ Remy Martin Club นั่นเอง ถ้าใครได้เคยมีโอกาสชิมรสชาติของ Remy Martin Club แล้ว ก็จะพอทราบว่า มีรสชาติที่นุ่ม กลมกล่อม แต่ให้ความแรงในเรื่องของแอลกอฮอล์ และมีความซ่านิดๆเมื่ิิอดื่ม แต่ไม่ใช่ความซ่าแบบ Sparkling ถือว่าทำออกมาได้ลงตัว และรสชาติดีทีเดียว ถ้าเที่ยบกับสนนราคาแล้วต้องขอบอกว่ามันไม่แพงเลย

 

งานเปิดตัว Remy Martin
งานเปิดตัว Remy Martin
เปิดตัว remy martin club
เปิดตัว remy martin club

 

เราอาจจะมาเรียนรู้เกี่ยวกับบรั่นดีแบบพอสังเขปกันก่อน ซึ่งเจ้าตัวก็เพิ่งทราบจากการไปได้ลิ้มลองมาในครั้งนี้่ว่าประวัติที่มาของการผลิตและการแบ่งเกรดของเหล้าโดยเฉพาะประเภทของบรั่นดีนั้นไม่ธรรมดาเลยทีเดียว บรั่นดีที่นิยมกันว่าเป็นชนิดที่ดีที่สุด คือ บรั่นดีที่ผลิตจากเมืองคอนยัค (Cognac) และเมืองอาร์มายัก (Armagnac) ประเทศฝรั่งเศส (อยากจะมีโอกาสไปเยื่ยมขมแคว้นนี้สักครั้ง เผื่อจะได้รู้ว่าทำไมเจ้าองุ่นในแคว้นนี้มันช่างมีคุณภาพกว่าที่อื่นอย่างไร จริงๆแล้วอยากไปเที่ยวฝรั่งเศส 555) ซึ่งมีความเชื่อกันว่าแคว้นดังกล่าวมีผลผลิตขององุ่นชั้นดีที่เหมาะจะนำมาบ่มให้เป็นบรั่นดีรสเลิศ ดังนั้นบรั่นดีที่เป็นที่นิยมกันจึงมีชื่อต่อท้ายจากแคว้นที่ผลิตเพื่อเป็นการบอกคุณภาพและระดับของบรั่นดีนั่นเอง

Remy Martin Club
Remy Martin Club
Remy Martin
Remy Martin Club มีสีเหลืองอำพัน

 

เมื่อมี”เครื่องดื่ม”ก็ต้องมี”อาหาร”เพราะมันเป็นของคู่กัน ดังนั้นขอมาพักเบรคสีสันด้วยอาหารตากันสักนิด ^ ^ จานอาหารที่เสิร์ฟในวันงาน

จานที่1 “สเต็กปลาแซลมอนพริกไทยดำ” จานนี้นอกจากมีชิ้นปลาแซลมอนโตๆ แล้วก็มาเสิร์ฟพร้อม”มันบด””ผักโขม” เมื่อได้หม่ำเข้าปากแล้วก็รู้สึกว่าเข้ากันเป็นอย่างดี การตกแต่งจานนี้สีสันสวยงามจริงๆ

สเต็กปลาแซลมอล
สเต็กปลาแซลมอล

จานที่2 “สเต็กเนื้อพริกไทยดำ เสิร์ฟพร้อมน้ำจิ้มแจ่ว”

สเต็กเนื้อน้ำจิ้มแจ่ว
สเต็กเนื้อน้ำจิ้มแจ่ว
น้ำจิ้มแจ่ว
น้ำจิ้มแจ่ว

บรรยากาศงานเปิดตัวด้านในคือร้าน cloud47 ที่ตึก United Tower สีลม ก็ถือเป็นร้านอาหารที่เพื่อนๆสามารถมานั่งชิลล์เอ้าท์กันได้ เพราะที่นั่งมีรองรับเยอะพอสมควร มีนักร้องเล่นดนตรีและร้องสดๆ เอาภาพบรรยากาศมาฝากกันเลยจ้า

 

Cloud47
Cloud47
บรรยากาศ cloud47
บรรยากาศ cloud47

 

นอกจากนั้น Remy Martin ยังถือว่าเป็นบรั่นดีที่เป็น Fine Champagne ซึ่งหมายถึงว่าทำมาจาก องุ่นที่มาจาก Grande Champagne และ Petite Champagne ผสมกัน ซึ่งเป็นชื่อของพื้นที่ๆปลูกองุ่นที่ได้คุณภาพมาตรฐานที่เหมาะจะมาใช้ในการผลิตบรั่นดี ซึ่งแบรนด์ใหญ่ท่ีเป็นที่รู้จักหลายแบรนด์ก็นำมาเป็นวัตถุดิบในการผลิตบรั่นดีเช่นกัน และRemy Martin ซึ่งเป็นหนึ่งในสี่ของแบรนด์ระดับโลกก็ย่อมที่จะคัดสรรวัตถุดิบที่ได้มาตรฐานมาผลิตเช่นกัน

ภาพการหยิบไวน์….เก๋ซะ

การหยิบไวน์
การหยิบไวน์ ที่้ร้าน Cloud47 มีความพิเศษคือต้องใช้สลิงในการไปหยิบไวน์ขวดที่ีวางที่สูงมาก ถือเป็น Gimmic อีกแบบนึง
Remy Club
Remy Martin Club

 

การบ่มบรั่นดีจะเก็บบ่มไว้ในถังไม้โอ๊กเป็นเวลาหลายๆ ปี ส่งผลให้สารแทนนินส์ (tannins) ที่มีอยู่ในเนื้อไม้ละลายลงไปในบรั่นดีทำให้มีสีเหลืองอำพัน และทำให้มีกลิ่นหอม แต่ถ้าเป็นบรั่นดีที่มีคุณภาพต่ำนั้น ผู้ผลิตจะเติมสารคาโรเมล (caromel) ลงไปเพื่อทำให้บรั่นดีมีสีเหลือง และเติมวานิลลา (vanilla) ลงไปเพื่อปรุงกลิ่น เมื่อบรรจุขวดแล้วไม่ว่าจะเก็บไว้นานสักเท่าใด ก็ไม่มีผลทำให้คุณภาพดีขึ้นไปกว่าก่อนบรรจุขวด (ตามที่เราเคยเชื่อกันว่ายิ่งเก็บนาน ยิ่งอร่อย)

วิธีการดื่มคอนยัคที่ถูกต้องจะดื่มในแก้วบรั่นดี (Brandy Snifters) ที่มีลักษณะอ้วนกลม (เหมือนคนรีวิว) การดื่มบรั่นดีมักดื่มตอนหลังอาหารเพื่อเป็นการช่วยย่อย (ไม่แน่ใจว่าคิดเองหรือป่าว 555) และสามารถดื่มแบบเพียวๆหรือ on the rocks ก็ได้ แต่แนะนำให้ดื่มหลังอาหารไม่ควรดืิ่มในขณะท้องว่าง

นอกเหนือจากการดื่มมบรั่นดีแบบคนทั่วไปแล้ว ในบางโอกาสผู้เขียนก็ใช้เป็นยาสามัญประจำบ้านได้อีกด้วย เมื่อคุณมีอาการท้องเสียปั่นป่วนในท้องอย่างหนัก ให้เทบรั่่นดีลงในแก้ว 1 เป้ก แล้วดื่ม อาการที่ปั่นป่วนจะหายไป แต่ยังคงถ่ายปกติ (อันนี้เป็นความรู้ที่ถ่ายทอดมาจากบิดา) ถ้าใครจะลองไปปรับใช้ก็ไม่ว่ากัน สรุปได้ว่านอกจากบรั่นดีจะมีรสชาติที่กลมกล่อมแล้วยังสามารถเป็นยาประจำบ้านได้อีกด้วย อิอิ

รูปหมู่งานเปิดตัว remy martin
รูปหมู่งานเปิดตัว Remy Martin

 แผนที่ร้าน

Cloud Map
Cloud Map

Facebookhttps://www.facebook.com/thecloud47

 

 

ที่พัก:มันตาคีรี ไอส์แลนด์ รีสอร์ท เกาะมันกลาง ธรรมชาติ…ใกล้ๆกรุงฯ

0

ตีห้าเศษ…

ใครๆหลายคนอาจจะกำลังนอนหลับปุ๋ยอยู่บนเตียงอย่างมีความสุข แต่ผมพึ่งตื่นและกำลังกุลีกุจอหยิบกล้องคู่กาย เดินสลัดความง่วงและขี้เกียจเดินคุ่มๆจากห้องพัก ที่แม่จ๋าและเด็กยักษ์ยังนอนตีพุงกลมๆแถมกรน…เหมือนเสียงแมวครางให้ได้ยินเบาๆ

kohmunklang-8530

จะด้วยเพราะความเคยชินก็เป็นได้ เวลามีทริบร่างกายเหมือนจะรู้ว่า จะนั่งจะนอนนาน อาจจะพลาดโอกาส เก็บภาพสวยๆกันได้

kohmunklang-8499

ผมจึงเดินออกมายืนหน้าห้อง Beach Front ที่อยู่อีกด้านของเกาะ…

mantrakiri-8709

หน้าหาดตอนนี้เงียบสงบ มีเพียงแสงไฟตามเสาที่รีสอร์ทพอเปิดให้เห็นทางเดิน เห็นเพียงเปลไกว่ที่สงบนิ่งไม่ไหวติงใดๆถัดไปเบื้องหลังที่ท้องทะเลยังส่งเสียงคลื่นซัดเข้าฝั่งเป็นระยะๆ เวลานี้เหมือนเกาะตกเป็นของผมอยู่คนเดียวยังไงยังงั้นเลย…

kohmunklang-8507

และที่มันพิเศษคือดาวยังไม่ลาลับขอบฟ้าไปไกล ด้วยแสงไฟจากเรือตกหมึกที่เห็นอยู่ที่ขอบน้ำไกลๆ ดูไปทำให้ท้องฟ้าและทะเลแปลกตา และดูสวยงามอย่างที่ไม่เคยเห็นมาก่อน

kohmunklang-8521

ทะเลดาวสีเขียว… ผมมองผ่านช่อง View Finder ออกไปพร้อมๆกับรำพึงอยู่ในใจ…

แสงสีที่ผิดจากธรรมชาติสร้าง กลับดูแปลกตาและมีความน่าพิศวงอยู่ในตัวของมันเอง

ยิ่งมาพร้อมกันกับดาวบนท้องฟ้าที่ยังไม่ลาจาก ยิ่งได้ภาพที่แสนจะแปลกตาแบบที่ไม่ต้องใช้ PHOTOSHOP มาปรับมาเปลี่ยนอะไรมันเลยสักอย่าง

mantrakiri-8703

เปลหยวนจากฝั่งด้านห้องพักของเรา เมื่อกลางวันที่ผมกับเด็กยักษ์แสนซน มานอนมานั่งเมือกลางวันดูสงบเสงี่ยม นิ่ง…ไม่ไหวติง เหมือนจะรอใครสักคนมาไกว่อีกครั้งในวันใหม่ที่กำลังมาถึง

kohmunklang-8584

เวลาไม่คอยท่า ผมเดินสาวเท้าไปทางทิศที่คาดไว้ตั่งแต่เมือคืนว่าพระอาทิตย์ต้องขึ้นที่มุมนี้แน่ๆ และก็ไม่ผิดหวังครับหลังไปตั้งกล้องรอไม่ถึง 10 นาทีพระอาทิตย์ก็ค่อยๆหลุดขอบขี้เมฆเป็นดวงเล็กๆให้ผมได้เก็บตะวัน

หลังจากที่สายๆของวันก่อนที่ พวกเราได้มีโอกาสหนีเมืองมาล่าอากาศบริสุทธ์ หาทะเลที่ยังมีธรรมชาติดีๆให้ได้เสพทั้งร่างกายและจิตใจ

kohmunklang-8711

จนมาพบกับที่นี่ “เกาะมันกลาง” จ.ระยอง เกาะเล็กๆขนาดไม่ใหญ่ที่อยู่ห่างจากฝั่งทะเลจังหวัดระยองแค่นั่งเรือไม่ถึง ครึ่งชั่วโมงก็มาถึงได่ง่ายๆ

เป็นเกาะเล็กๆที่มีทีพักแค่เพียงแห่งเดียวคือ “มันตาคีรี ไอส์แลนด์ รีสอร์ท ” เป็นเจ้าของอยู่เท่านั้น ในเวลาเช้าขนาดนี้มันช่างดูแสนสงบเสียจนใจสั่น สั่นที่มันไม่มีใครอยู่เป็นเพื่อนเราเนี่ยละครับ ^ ^”

ก่อนจะพาคุณเดินทางลึกลงไปเรื่อยๆ กันต่อกับทะเลที่แสนสวยงามและสุขสงบ..

ผมขอย้อนกลับไปเมือเช้าของวันวาน…

ในวันที่การเดินทางของครอบครัวเล็กๆของ one22 เริ่มอยากหนีกรุงฯ มาพบเจอธรรมชาติสวยและแสนสุขสงบแบบนี้..

ตามมาครับ …ถอยเวลากันไปที่จุดเริ่มต้น

…ในวันแรกของการเดินทางด้วยกัน…

ที่พัก: Hotel Pullman hanoi แสนสบายที่นี่ Vietnam

0

pullman_cover

รีวิวที่พักประจำเดือนสุดท้ายแห่งสายฝน หนนี้ one22 จะพาไปชมและรื่นรมย์กับหนึ่งในทริบแสนจะตื่นตา กับเวียตนามทริบที่ผ่านมา

ทริบนี้มีโอกาสเข้าพักในเครือ Hotel ระดับ5 ดาวกับเค้าด้วย อย่าง LE CLUB ACCOR HOTELS กับที่นี่ “PULLMAN HANOI”

การเดินทางหนนี้ผมมีโอกาสได้ไปจากเหนือจรดใต้สุดของเวียตนามกันเลย

สำหรับรีวิวแรกของทริบนี้จะเป็นการดึงเอาที่พักออกมาเล่าให้กันฟังก่อน ผมเห็นว่าคนไม่ค่อยจะได้เห็นรีวิวที่พักจากประเทศนี้นัก

เลยอาจจะมีประโยชน์กับใครๆที่กำลังมองหา ที่พักกันอยู่ครับ
ลองตามมาเที่ยวด้วยกันดูนะครับ

ใครอยากดูภาพเยอะๆกว่านี้เข้าไปดูใน Gallery ที่นี้ครับ

http://s.one22.com/GMXOG7

Incredible South India: ที่สุดอินเดียใต้(ของผม) รัฐทมิฬ นาฑู

2

india_cover

เอ่ยปากบอกว่าเที่ยว อินเดีย… ใครๆก็คงรู้จัก ประเทศที่จะจัดอันดับอะไรซักอย่างขึ้นมาบนโลกใบนี้ รับรองว่ามักจะมีชื่อของประเทศนี้ติดอันดับโลกเสมอเช่น ในด้านศาสนาและวัฒนธรรมที่มีความเก่าแก่ที่สุด ของเอเชียหรือของโลก มีที่เที่ยวที่อยู่ใน 10 สิ่งมหัศจรรย์ ของโลกอย่าง ทัชมาฮาล หรือสถานที่ๆพุทธศาสนิกชนต้องรู้จักกันดีอย่าง สังเวชนีย์สถาน, ต้นศรีมหาโพธ์,หรือทิวเขาน้ำแข็งสุดสายตาอย่าง ลาดักห์ ฯลฯ

เห็นไหมครับ ประเทศนี้มีอะไรให้ค้นหาเยอะมาก และคนไทยเองปีๆนึงก็นิยมไปเที่ยวกันไม่น้อย

หากเจาะลึกเป็นรัฐๆกันไป “รัฐทมิฬนาฑู” ที่อยู่ทางตอนใต้ของอินเดีย บางคนอาจจะไม่รู้จักเลยด้วยซ้ำว่ามันมีอะไรบ้าง แต่เชื่อไหมครับ รัฐนี้โดยเฉพาะเมือง เชนไน (Chennai)เคยเป็นเมืองเศรษฐกิจสำคัญของยุโรบในสมัยล่าอาณานิคมเพราะเป็น เมืองท่าที่ใช้ในการลำเลียงเครื่องเทศ ผ้าแพร ผ้าไหมและวัตถุดิบอีกมากมาย และรัฐนี้ยังเป็นเป็นแหล่งกำเนิดศาสนาฮินดูของประเทศอินเดียทั้งประเทศ นับจากบรรทัดนี้ไปผมจะพาคุณไปสัมผัสประสบการณ์ ที่สุดของทริบอินเดียใต้ของผมกันครับ

ผมจะขอแยกเป็นสัดเป็นส่วนง่ายๆให้สามารถสะดวกต่อการอ่านง่ายๆเพื่อที่จะได้สามารถเดินทางกันได้จริง เป็นการได้รู้จัก อินเดียใต้ไปพร้อมๆกันครับ  เรามาเริ่มกันเลยดีไหม

A CUP A CAKE ร้านกาแฟ-ขนมเค้ก-อาหาร ที่อยากบอก

0
เค้กชาไทย เค้กเนื้อนุ่มชอบอร่อย

acupacake_cover สวัสดีจ้า ^ ^

มาตามคำร้องเรียกและท้องเรียกร้อง อิอิ เพื่อนๆน้องๆที่ชอบ“กิน”เค้ก“ดื่ม”กาแฟ“กิน”ขนม“ดื่ม”นม เอออันนี้อาจไม่เกี่ยว เอาเป็นว่ารักการกิน/ดื่ม ดาวจัดว่าอยู่ในคนประเภทดังกล่าว และถ้ามีใครอยู่ในประเภทเดียวกัน โปรดอ่าน blog นี้ ร้านนี้มีนามว่า  a cup a cake ชื่อก็บอกว่าขนมเค้กคงเยอะ 555+ ครั้งแรกของการได้มีโอกาสไปกิน และแวะนั่งชิวๆร้านนี้หลายปีมากแล้วคะ จนไม่แน่ใจว่า 5 ปีได้หรือเปล่า ซึ่งนอกจากที่ได้ดื่มกาแฟที่เป็นของโปรดเราแล้ว ก็ทำให้ร้านนี้เป็นร้านประจำเราไปตามระเบียบ คนรักกาแฟไม่ได้ไปกินไปนั่งก็ยังดี แบบว่าร้านนั่งสบาย แอร์ก็เย็นฉ่ำเลย แถมมี wifi ให้ใช้ฟรีไม่ได้จำกัด (แต่มีหลุดบ้างเป็นช่วงๆอันนี้รับได้) เหมือนร้านที่เคยได้ไปใช้บริการมา ถือได้ว่าจุดนี้เป็นอะไรที่โดยส่วนตัวประทับใจว่าเจ้าของร้านให้บริการแบบซื้อใจเราและเพื่อนๆที่อาจได้เคยไปใช้บริการประทับใจเช่นกัน ^ ^

หลายๆครั้งที่แวะเข้าไป จะเห็นกลุ่มลูกค้าที่มานั่งในร้านนี้ คละวัยคละกลุ่มมากๆ ไม่ว่าจะเป็น เพื่อนๆนักเรียนน่าจะประมาณป.5ป.6 มานั่งทำงาน พร้อมกับคุณแม่ หรือแม้กระทั่งวัยน่าเคารพดูแล้วคงมานั่งหาเครื่องดื่มทานเล่นพร้อมนั่งอ่านหนังสือพิมพ์-นิตยสารแบบเพลินๆ และที่เห็นเยอะที่ซู้ดคือกลุ่มวัยทำงานมานั่ง คุยงาน แบบเรานั่นเอง จำนวนโต๊ะนั่งที่ร้านก็น่าจะประมาณ 10-13 โต๊ะ แถมทางร้านยังมีปลั๊ก 3 ตา วางไว้บริการให้ลูกค้าอีกด้วย

 

เข้าเรื่องกันเลยนั่นก็คือ เมนูเครื่องดื่มและขนมเค้กและเบเกอรี่ต่างๆ เออร้านนี้เค้าขายข้าวเมนูง่ายๆ แบบว่ากินอร่อยเลย ไม่ใช่แค่พอกินได้ เสริฟพร้อมน้ำซุปด้วยนะจ๊ะ

ร้านนี้ตั้งอยู่ริมถนนของเส้นนาคนิวาสเลย สังเกตุไม่อยาก ถ้ามาจากลาดพร้าว 71 ร้านจะอยู่ด้านซ้ายมือ

หน้าร้าน A Cup A Cake
หน้าร้าน A Cup A Cake
เคาน์เตอร์ a cup a cake
เคาน์เตอร์ a cup a cake

 

ขอบอก…เป็นเมนู”ขนมเค้ก”ก่อนแล้วกันเมนูอื่นๆ ตามลำดับ รายการขนมเค้ก (ไม่ได้เรียกตามความอร่อยนะ บอกไว้ก่อน อิอิ)

ขนมชิ้นที่ 1 > ขนมเค้กชาไทย (Bavarian Thai Tea Cake) ราคาชิ้นละ  95 บาท

อธิบายแบบสั้นๆให้เห็นภาพ มันคือ “ชาไทยราดด้วยเค้ก” แบบว่าได้รสชาติชาไทยจริงๆ โดยเฉพาะเนื้อเค้กนุ่มละลายในปากกันเลยทีเดียว คนที่ไม่ทานหวานรับรองว่าเมนูนี้ทานได้สบายๆคะ

เค้กชาไทย
เค้กชาไทย เค้กเนื้อนุ่มชอบอร่อย

 

เค้กชาไทย
เค้กชาไทย

ขนมชิ้นที่ 2 > ขนมเค้กชาเขียว (Red Bean Green Tea Cake) ราคาชิ้นละ 95 บาท

คำอธิบายไม่ต่างกับชิ้นที่1 “ชาเขียวราดด้วยเค้ก” ความนุ่มก็นุ่มเฉกเช่นเดียวกับ >ชาไทย< ก็ถ้าชอบกินชาเชียวก็ order แล้วกินมันซะ เรียกได้ว่าทั้งขนมเค้กชาเขียวหรือขนมเค้กชาไทย อร่อยเหมือนกัน ระดับความหวานก็ไม่แตกต่าง ดังนั้นจะเลือกสั่งอะไรเอาที่ว่าเพื่อนๆชอบรสอะไรก็เลือกสั่งกันเลย

เค้กชาเขียว เนื้อเค้กนุ่มๆ
เค้กชาเขียว เนื้อเค้กนุ่มๆ

 

ขนมเค้กชาเขียว
ขนมเค้กชาเขียว

ขนมชิ้นที่ 3 >  Strawberry Brownie Cheese Cake ราคาชิ้นละ 95 บาท

สตรอเบอรี่ก็มาแบบเต็มๆ เมนูนี้ก็ออกหวานตามรสตามเมนูที่ควรจะเป็น แต่เค้ากันได้ดีกับน้ำสตรอเบอรี่เพราะออกรสเปรี้ยวทำให้ตัดรสหวาน ส่วนเนื้อบราวนี่ เนื้อเค้กแน่นมาก ได้รสช็อกโกแล็ตเต็มๆ เมนูนี้ก็เอาใจคอ Brownie จะออกหวานกว่าชิ้นที่1 & ชิ้นที่2

Strawberry
Strawberry

ขนมชิ้นที่ 4 > เครปเค้ก (Crepe Cake with Strawberry Sauce) ราคาชิ้นละ 95 บาท

ชิ้นนี้ไม่หวานเท่าไหร่ ถูกใจหมู่เฮา เนื้อเค้กนุ่มลิ้นสุดๆไปเลย แนะนำสั่งโลดเหมาะสำหรับคนชอบกินเครปเค้ก แต่ไม่ถนัดหวาน ^ ^

เครปเค้ก สตรอเบอรี่ซอส
เครปเค้ก (Crepe Cake with Strawberry Sauce)

อีกมุมของเครปเค้กที่ราดซอสสตรอเบอรี่ แบบเต็มๆชิ้น

เครปเค้ก ราดซอสสตรอเบอรี่
เครปเค้ก ราดซอสสตรอเบอรี่

ขนมชิ้นที่ 5 > แอปเปิ้ลคลัมเบอร์ (Apple Crumble) ราคาชิ้นละ 95 บาท

ชิ้นนี้ครบรส เปรี้ยว หวาน มัน ใครเห็นแล้วอยากกินหรืออยากทำทานเองก็ ตามใจรักเลยนะคะ เมนูนี้ทำทานเองได้ไม่อยาก แต่อร่อยหรือเปล่าเป็นคนละเรื่องกัน 555+ ส่วนผสมก็มีพวกแอปเปิ้ลปรี้ยว,แป้งสาลี,เนยจืด,น้ำตาล,น้ำมะนาว,เกลือ,ผงซินนาม่อน แต่อันนี้ไม่ใช่สูตรร้านนะ (คาดการณ์เองล้วนๆอะค้า)

แอปเปิ้ลคลัมเบอร์ (Apple Crumble)
แอปเปิ้ลคลัมเบอร์ (Apple Crumble)

สิริรวมก็หม่ำไป 5 แบบ ใครชอบแบบไหนก็ไปสั่งหม่ำกันได้ แต่ดาวชอบชิ้นที่1 & ชิ้นที่4 เออขอออกตัวนิส ที่หม่ำเยอะได้ขนาดนี้เพราะไปกัน 4 คนนะจ้า ผู้ชาย3 เราหญิงสาวสวยอยู่คนเดียว หม่ำไปครั้งนี้ก็ยิ่งตอกย้ำความเชื่อว่าผู้ชายชอบของหวานมากกว่าผู้หญิงจริงๆเลยอะ ^ ^

แอปเปิ้ลคลัมเบอร์ (Apple Crumble) อีกภาพจัดไป…

แอปเปิ้ลคลัมเบอร์ (Apple Crumble) A Cup A Cake
แอปเปิ้ลคลัมเบอร์ (Apple Crumble) A Cup A Cake

รายการเครื่องดื่ม ต่อกันเลย

แก้วที่ 1 > คาราเมลปั่น ราดช็อทกาแฟ (Caramel Coffee Lover) ราคาแก้วนี้ 75 บาท

แก้วนี้ผสมกันได้ลงตัว นำ”ช็อทของกาแฟ”มาราด ในแก้วคาราเมลที่ผ่านการปั่นมาแล้ว ทำให้รสของกาแฟยังคงได้รสของกาแฟอยู่เต็มๆแก้ว

คาราเมลปั่น พร้อมช็อทกาแฟ
คาราเมลปั่น พร้อมช็อทกาแฟ
คาราเมลปั่น ราดช็อทกาแฟ
คาราเมลปั่น ราดช็อทกาแฟ

 

แก้วที่ 2 > คาราเมลแมคคิอาโต้เย็น (Caramel Machiato) ราคาแก้วนี้ 65 บาท

คาราเมล แมคคิอาโต้เย็น
คาราเมล แมคคิอาโต้เย็น
คาราเมลแมคคิอาโต้เย็น a cup a cake
คาราเมลแมคคิอาโต้เย็น a cup a cake

 

แก้วที่ 3 > ชาเขียวเย็น (Matcha Green Tea) ราคาแก้วนี้ 65 บาท แต่ถ้าเป็นแบบปั่น จะราคา 75 บาท

แก้วนี้ก็จัดไปสำหรับเพื่อนๆที่ชื่นชอบ matcha ชาเขียว แต่บางคนอาจจะไม่คุ้นกับรสเพราะร้านส่วนใหญ่ก็จะเป็นแค่ชาเขียวนมเย็นธรรมดา

 

ชาเขียวเย็น matcha
ชาเขียวเย็น matcha

 

แก้วที่ 4 > คาปูชิโนร้อน (Hot Cappuccino) ราคาแก้วนี้ 50 บาท

วันนั้นที่ไปกินเกิดจากลองแบบร้อนดูบ้าง อารมณ์นั้นคาดกว่าแอร์เย็นฉ่ำของร้านทำให้เราสั่งเครื่องดื่มร้อนมาก็เป็นไป อิอิ

คาปูชิโนร้อน
คาปูชิโนร้อน
คาปูชิโนร้อน พร้อมเค้กชาไทย
คาปูชิโนร้อน พร้อมเค้กชาไทย

ในเครื่องดื่มทุกแก้วที่หยิบมาฝากกันนั้น แก้วคาปูร้อนนี้ เป็นแก้วที่มีกลิ่นของ “ซินนามอน” มากที่สุด เพื่อนๆหลายคนที่เคยได้ยินและน่าจะมีหลายคนที่ไม่เคยได้ยิน ถ้าเทียบง่ายๆให้”ร้องอ๋อ” ซินนามอน ก็น่าจะประมาณอบเชย นั่นเอง

ถึงเวลารายการหลักของคนไทย “ข้าว” เมนูปิดท้ายของวันนี้

จานที่ 1 > ข้าวผัดไข่ หน้าหมูย่าง ราคาจานนี้ 70 บาท โอ้ยหิว 555+ (recommend)

ขอแนะนำมันดูง่ายแต่อร่อย-มว๊าก เสริฟพร้อมน้ำจิ้ม โดนก็ตรงนี้ด้วยระ น้ำจิ้มจะออกรสเค็มนิดๆ ใครอยากได้ออกเปรี้ยวก็ให้เค้าเติมมะนาวไปแล้วกัน (จัดไป)

ข้าวผัดไข่ หมูย่าง
ข้าวผัดไข่ หมูย่าง
ข้าวผัดไข่ หน้าหมูย่าง
ข้าวผัดไข่ หน้าหมูย่าง

จานที่ 2 > ข้าวผัดแกงเขียวหวานไก่ ราคาจานนี้ 50 บาท

น่าจะเป็นจานโปรดของใครหลายๆคน แต่ขอบอกก่อนนะคะ ว่าถ้าสั่งให้เด็กหม่ำ อาจเผ็ดไปสำหรับเมนูนี้ แต่ผู้ใหญ่อย่างเราๆก็หม่ำได้สบายๆ ถ้าเผ็ดไปทางร้านเค้าก็มีบริการน้ำเปล่า เสริฟให้ทั้งแบบขวดที่เสียเงินและแบบแก้วบริการฟรี ไม่เสียตังส์จ้า

ข้าวผัดแกงเขียวหวานไก่
ข้าวผัดแกงเขียวหวานไก่
ข้าวผัดแกงเขียวหวานไก่
ข้าวผัดแกงเขียวหวานไก่ a cup a a cake

จานที่ 3 > ข้าวผัดต้มยำกุ้ง (ปลา) ราคาจานนี้ 65 บาท 

ตอนกินคิดในใจว่า ถ้ามีไข่เค็มหรือไข่ต้ม วางข้างๆจานระก็จะเค้ากันมากๆ เอิ๊กๆ ส่วนผสมของผักก็จะมีแครอท,ต้นหอม

 ข้าวผัดต้มยำกุ้ง
ข้าวผัดต้มยำกุ้ง
ข้าวผัดต้มยำกุ้ง a cup a cake
ข้าวผัดต้มยำกุ้ง a cup a cake

 

จานที่ 4 > ข้าวไข่เจียว ราคาจานนี้ 40 บาท มีให้เลือกเพื่อความบันเทิงในกระเพาอาหารกันดังนี้ ปลาทูน่า,แฮม,ปู,หมูสับ,ไส้กรอก,เบคอน,กุ้ง,กระเทียมโทน และผักกาดดอง ไม่มีรูปใไห้ดูไว้จะมา update ให้อีกทีนะจ้า ครั้งแรกที่เห็นรายการนี้ไปสะดุดตาที่เมนู”ข้าวไข่เจียวผักกาดดอง” เพราะมันดูแปลกดี หากเพื่อนๆได้มีโอกาสไปหม่ำ ก็มาเล่าสู่กันฟังได้นะคะ

เครื่องดื่ม-อาหาร-ขนมเค้กต่างๆ ก็แนะนำกันไปหลายเมนูแล้ว เพื่อนๆก็คงอยากเห็นภาพ บรรยากาศ,โต๊ะ-เก้าอี้ กันบ้าง 

โต๊ะนั่ง a cup a cake
โต๊ะนั่ง a cup a cake
ด้านใน a cup a cake
ด้านใน a cup a cake
โซฟาในร้าน a cup a cake
โซฟาในร้าน a cup a cake

 

การตกแต่งร้านภายใน เป็นชั้นไม้สีน้ำตาลเข้ม สามารถวางอุปกรณ์การตกแต่งได้หลายแบบ แต่เท่าที่ดูของร้าน a cup a cake นี้จะเน้นเป็น ตัวการ์ตูนมีหลายรูปแบบให้เลือกดู เพื่อนๆหากชื่นชอบ ก็ชมเชยได้ด้วยสายตาที่ร้านนะคะ อย่าแอบไปชมเชยที่บ้านนะ 555+ (เค้าไม่ได้คิดนะ)

การ์ตูนในร้าน a cup a cake
การ์ตูนในร้าน a cup a cake
การตกแต่งร้าน
การตกแต่งร้าน

ร้านนี้เค้ามีบริการห้องน้ำซึ่งจะอยู่ด้านหลังของร้าน ออกจากประตูกระจกก็เลี้ยงซ้ายเข้าไป ไม่ได้แยกชาย-หญิง มีห้องเดียวนะจ้า และเรื่องที่จอดรถไม่พูดถึงไม่ได้ เพราะเส้นนั้นไม่แน่ใจว่ามีรถประจำทางผ่านหรือเปล่า แต่ที่แน่ๆมีที่จอดรถ โดยจะจอดได้ 4 คัน ส่วนที่เหลือสามารถจอดได้บริเวณด้านหน้าร้านคือ จอดตรงฟุตบาทถนนเส้นนาคนิวาสได้เลย ก็ถือได้ว่าเป็น 1 ร้านกาแฟที่มีสิ่งอำนวยความสะดวกให้ลูกค้าครบจริงๆ…..อีก 1 ในหลายๆร้านที่อยากบอก…..

แผนที่ของร้าน A CUP A CAKE

MAP A CUP A CAKE
MAP A CUP A CAKE

รายละเอียดต่างๆของร้าน A CUP A CAKE 

วันและเวลาเปิด-ปิด บริการ : เปิดทุกวันไม่เว้นวันหยุดใดๆ เวลา 08.30-20.00 น. (เมนูข้าวต่างๆจะปิดขายประมาณ 19.00 น.)

เบอร์ติดต่อ : 02-538-9082

จำนวนโต๊ะ : มีประมาณ 10-13 โต๊ะ มีเฉพาะด้านในห้องแอร์ของร้าน

สถานที่ตั้ง : ถนนนาคนิวาสช่วงประมาณซอย7  ลาดพร้าว71 (ร้านตั้งอยู่ริมถนน)

Facebook Pagehttps://www.facebook.com/acupacake2010

อื่นๆ : ไม่มีค่าบริการ

: มีบริการฟรี wifi

: มีบริการห้องน้ำ

 

ลัดฟ้าพาเที่ยว “เชนไน” เสน่ห์อินเดียใต้ ตอนจบ

0

สำหรับ เชนใน ตอนนี้ผมยังคงอยู่ที่เมือง kanchipuram หรือ กัญจีปุรัมนั้นเอง  ที่เมืองนี้ นอกจากจะมีวัดสวยๆแล้ว ยังมีผ้าส่าหรีที่ขึ้นชื่อติดอันดับโลก อีกด้วย เช้านี้จุดหมายของเรา คือ ตลาดใหญ่ใจกลางเมืองกัญจีปุรัม ตลาดนี้จะอยู่ไม่ห่างจากที่พักเรามาก สามารถเดินทางโดยเท้าได้ ใช้เวลาประมาณ ไม่เกิน10 นาทีก็ถึง สำหรับ ตลาดที่ใหญ่ที่นี่ คนจะค่อนข้างเยอะมากครับ ให้ระวังกระเป๋าตัง หรือของมีค่าให้ดี อาจจะโดนขโมยได้ง่ายๆ นะครับ

1

ระหว่างการเดินทาง ผม เห็นภาพวาดที่หน้าบ้านในตอนเช้าพอดี สำหรับการวาดภาพนี้ จะเป็นความเชื่อ ของคนอินเดียครับ และจะทำทุกวันในตอนเช้า สำหรับผมแอบทึ่งในการวาดครับ เพราะเค้าวาดเร็วและสวยมากๆ

2.1

2

ช้าในตลาด ที่นี่ คงไม่ต่างอะไรกับบ้านเราที่มีผู้คนออกมาจับจ่ายใช้สอยกันมากมาย และเครื่องดื่มตอนเช้าของคนอินเดีย คงหนีไม่พ้นกาแฟ โดยส่วนตัวเคยได้ยินมาว่ากาแฟที่ประเทศอินเดีย มีรส กลิ่น ที่หอม และอร่อยอันดับต้นๆของโลก เมื่อมาถึงร้านกาแฟร้านนึงในตลาด ผมจึงไม่พลาดที่จะลองชิมกาแฟซักถ้วย เวลาผ่านไปไม่ถึง 5นาที กาแฟร้อนๆแก้วเล็กๆ ก็มาอยู่ในมือผม แม้กาแฟแก้วนี้จะไม่ได้สะอาดอะไรมากมายนัก แต่รสชาติของมัน อร่อยจนติดลิ้นเลยครับ
3

หลังจากที่เรามาชิมกาแฟเบาๆตอนเช้าแล้ว ผมก็ไม่รอช้า เดินชมภายในตลาดกันต่อ ตลาดของเมืองนี้ ส่วนใหญ่เท่าที่ผมเดินผ่านของที่ขายหลักๆจะเป็นผักและผลไม้ ซึ่งผักและผลไม้ต่างๆ ซึ่งก็เหมือนกับที่วางขายทั่วๆไปที่บ้านเรา

5

การเดินเที่ยวในตลาดไม่ว่าประเทศไหนก็ตาม ผมชอบตรงที่ มีผู้คนยิ้มแย้ม ทักทายเราตลอดเวลา แม้แต่ในประเทศอินเดียนี้ก็ตาม  เวลาผมเดินไปไหน มักจะมีคนเข้ามาทักทายและขอให้ผมถ่ายรูปให้ เป็นจำนวนมาก คนส่วนใหญ่จะเข้ามาทักทายดีและเป็นกันเองเสมอ รอยยิ้มเล็กๆ ทำให้ผมรู้สึกชอบประเทศนี้เข้าแล้ว การเดินเล่นรอบๆตลาดครั้งนี้ทำให้ผม กลับไปพร้อมความประทับใจ พร้อมกับรอยยิ้มเล็กๆในความทรงจำ ตลอดไป
DSC_5054k1224566

กลับจากตลาด ผมก็เก็บข้าวของเพื่อไปเมืองที่มีหินแกะสลักที่สวยมากๆแห่งหนึ่ง คือเมือง มหาบาลีปุรัม นั้นเอง ถ้่าเราเดินทางจากเมืองเชนไน จะใช้เวลา ราวๆ 1ชั่วโมงกว่าๆครับระยะทางประมาณ 60กิโลเมตร เมืองมหาบาหลีปุรัม แต่ก่อนเคยเป็นเมืองท่าที่เจริญรุ่งเรืองในช่วงศตวรรษที่ 7-10 ของราชวงศ์ปัลลวะ ซึ่งมีชื่อเดิมคือ มามัลละปุรัม ต่อมาถูกเปลี่ยนชื่อภายหลัง ในสมัยพระเจ้านรสิงหวรมันที่ 1ซึ่ง ณ ปัจจุบัน มีโบราณสถานหลายที่ ที่ได้รับการยกย่องโดยองค์การยูเนสโก (UNESCO) สำหรับทีี่เมืองนี้ ถ้าใครจะไปชมสถานที่สำคัญ สำคัญรอบเมือง เค้าจะมีตั๋วสำหรับชม Five Rathas  ในราคา250 รูปปีเท่านั้นเอง ไม่จำเป็นต้องไปจ่ายแพงในแต่ละที่ และสถานที่ ที่แรกที่เราไป คือ Shore Temple  หรือเทวาลัยชอร์

8.2

8

เทวาลัยชอร์ที่อยู่ติดชายหาดนี้ เป็นเทวาลัยที่คนนิยม มาชมมากที่สุดอันดับต้นๆของเมืองเลยก็ว่าได้ เทวาลัยนี้ยังติดทะเลทำให้เรามองเห็นวิวทะเลไปได้อีกด้วย เท่าที่ผมเดินรอบๆเทวาลัย ผมพบว่าเทวาลัยค่อนข้างเก่า และพุพังไปเยอะมากแล้ว บางจุดกร่อนแทบไม่เหลือเค้าโครงใดๆให้เห็นเลย

9
หลังจากที่ผม เดินออกมาจากเทวาลัยแล้ว ก็ แวะมาเดินซื้อของแถวๆริมทะเลก่อน ระหว่างพักคลายร้อน ก็ได้เห็น การสักสดๆ ตามทางเท้า ซึ่งผมไม่เคยเห็นการสัก กันสดๆ เลย เท่าที่ยืนมองอยู่พักใหญ่ ก็ทำให้รู้ว่า คนที่นี่มักจะมาสักกันตามทางเท้านี่แหละ การสักจะต่อคิว เพื่อเลือกลายก่อน พอได้ลายแล้ว ก็จะเอาหมึก มาปั้มลายลงที่แขนก่อน ว่าตำแหน่งถูกต้องไหม หลังจากนั้น ก็ ถึงคิวสัก จะใช้เครื่องสักตามรอยไปเรื่อยๆจนเสร็จ
10
การมาเที่ยวที่อินเดีย เรามักพบเด็กๆ มากมาย แต่เด็กๆที่นี่แทบไม่มีเวลาไปเที่ยวเล่นใดๆ ส่วนใหญ่มักจะยุ่งการทำงานครับ เห็นเด็กๆตัวเท่านี้ แต่แทบทุกคนจะมีหน้าที่คอย เข้าไปขอเงินจากนักท่องเที่ยวครับ ไม่ว่าจะทางตรง หรือ เสนอขายของ ต่างๆแก่นักท่องเที่ยว ส่วนรายได้ทั้งหมดจะถูก ผู้ใหญ่ เอาไปหมดทุกบาทครับ
11.1

จาก shore temple แล้ว เรามาต่อยังสถานที่สำคัญอีกแห่งหนึ่ง นั้นคือ Pancha Pandava Rathas สำหรับที่นี่ถ้าเพื่อนๆคนไหน ได้เข้ามาชม จะพบว่ามีหลายๆจุดเหมือนยังสร้างไม่เสร็จ โดยเค้าอธิบายเหตุผลไว้หลายอย่าง เช่น หินที่เอามาแกะสลัก แกะได้ยาก เลย หยุดสร้าง และเหตุผลบางอย่างคือหาหิน กับช่างที่จะมาแกะสลักไม่มี โดยค่าเข้าชมที่นี่ ถ้าเราได้จ่ายไปที่ shore temple แล้ว เราสามารถ เอาใบที่จ่ายมาผ่าน ด่านตรวจที่นี่ได้เลย ไม่ต้องเสียเงินเพิ่ม การเดินทางมาที่นี่ไม่ยาก ให้หารถสามล้อเหมามาเป็น ทัวร์เล็กๆ แบบครึ่งวันหรือเต็มวันก็ได้ ส่วนราคาก็แล้วแต่ตกลงกันครับ

12.2

12

13.1

13
หลังจากเราเที่ยวชมจนทั่ว ผมก็ได้เดินทางมาถึงที่สุดท้ายของวันนี้ครับ Arjuna’s Penance หรือภาพแกะสลักอรชุนบำเพ็ญตบะ ภาพเกาะสลักนี้ ได้แกะสลักตรงเนินเขา ซึ่งได้กล่าวกันว่า ภาพแกะสลักนี้มี สองนัย คือ เป็นภาพ พระแม่คงคาเสด็จลงสู่โลกมนุษย์ หรือ ก็เรียกว่า ภาพแกะสลักอรชุนบำเพ็ญตบะ เท่าที่ผมได้ดู พบว่าภาพการแกะสลักทำได้สวยมากครับ แอบทึ่งกับคนสมัยก่อนมาก

14

14.1

ทีใกล้ๆ สามารถเดินขึ้นไป ชม ก้อนเนยของพระกฤษณะ Krishna’s Butterball จะมีลักษณะ เป็นก้อนหินกลมๆ ขนาดใหญ่อยู่บนเนินเขา เหมือนกำลังจะกลิ้งตกลงมาแต่ไม่ตกหรือหล่น จะค้างอยู่แบบนั้น
DSC_5215k1224566

วิวด้านหลัง ก้องเนยของพระกฤษณะ
16
ถ้าเราเดินไปใกล้ๆ จะเจอประภาคาร ที่ประคารนี้สามารถขึ้นไปชมวิวได้ ครับ แต่จะมีระยะเวลาเปิด ปิดอยู่ ห้ามไปหลัง 5​โมงครับ ไม่งั้นจะขึ้นไปชมวิวไม่ได้ ส่วนตอนที่ผมไป ดันไปไม่ทัน ทำให้ เราต้องปีนขึ้นมาฝั่งตรงข้ามแทน ซึ่งวิวฝั่งตรงข้าม ก็ สวยไม่แพ้กันเลยทีเดียว
17.1

17
แม้ การเดินทางมาที่ อินเดียของผมจะเป็นครั้ง แรก แต่ก็เป็นครั้งแรกที่ผมประทับใจมากเลยทีเดียว ระหว่างนี้ ก็ขอเก็บภาพประทับใจในทริป ไปเรื่อยๆ
18

18.1

DSC_5249k1224566
หลังจากเดินทาง มาเหนื่อยๆทั้งวัน ก็ มาเติมพลังกันในตอนเย็น เย็นนี้ ผมได้มาทานอาหารริมทะเล โดยมีจานหลักคือ กุ้งมังกร ครับ กุ้งมังกรที่นี่ ผมแนะนำเลยครับ ว่าอร่อยมากๆ เนื้อหวานอร่อยเลย
19.1
19.2
19

วันนี้เป็นวันสุดท้ายของการเดินทางของผม ครับ เช้านี้เลย ตื่นเข้าหน่อย เพื่อไปเก็บภาพ ที่ชายหาดของเมืองครับ สำหรับใครที่พัก ริมทะเล ก็จะสบายหน่อย แต่สำหรับผม ทะเลนั้นห่างจากที่พักพอสมควร ผมใช้เวลา ประมาณ 20นาที โดยประมาณ ถึงจะเดินถึงทะเล

20

21

21.1

22

เมื่อแสงแรง เริ่มร้อน ผมจึงเดินทางกลับโรงแรม เพื่อจัดกระเป๋า เตรียมกลับ กรุงเทพ ในตอนเย็น สำหรับ
การเดินทางครั้งนี้ ต้องขอ ขอบคุณ สายการบินแอร์เอเชียอีกครั้ง และขอบคุณเพื่อนๆทุกคนที่แวะเข้ามาชมรีวิว นี้นะครับ ^^
ค่าใช้จ่ายในครั้ง นี้ ค่า เดินทาง เหมารถ 3วัน 3คืน ราคา 8000 แต่หาร 3 ตกคนละ 2800 บาท
ค่าอาหาร ตก  2000 บาท
ค่าซื้อของฝาก 1500 บาท
ค่าที่พัก 3คืน หาร3  ตกคนละ 1800 บาท
รวมๆ ค่าใช้จ่ายในทริปเชนไน 8100 บาท ครับ ไม่รวมค่าตั๋วและวีซ่า นะครับ

ใครต้องการรับชมภาพเพิ่มเติม แนะนำ ที่ www.facebook.com/yhibklong